Story

live-evil

posted on 06 Oct 2009 16:59 by peach69  in Story

ผมตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองนั่งท่าแปลกๆอยู่บนโต๊ะในสวนสาธารณะ

ขาพาดโ๊ต๊ะ หลังเอนลงบนเก้าอี้ ส่วนหัวห้อยต่ำ ทันใดนั้นมีลูกบาสลอยลงมาจากไหนไม่รู้ ผมเอามือปัดไปให้พ้นๆตัว

พยายามจัดแจงตัวเองมาอยู่ในท่านั่งปรกติอย่างระมัดระวัง ไม่งั้นเดี๋ยวจะตกลงไปคอหักเสียก่อน หันมองรอบข้างพบว่ามันเป็นสถานที่ที่ผมไม่คุ้นเคย เดาว่าคงเป็นสวนสาธารณะแุถวๆบ้าน เพราะมองออกไปเห็นถนนสายเดียวกับที่ผ่านหน้าบ้านของผม

นั่งงงๆอยู่สักพักหนึ่งก็หันไปเห็นคุณลุงท่าทางแปลกๆมานั่งข้างๆ ลุงเขายื่นโทรศัพท์มือถือลายเสือดาวให้ดู แล้วบอกว่าไม่ชอบริงโทน เปลี่ยนริงโทนให้หน่อยได้มั้ย

ผมเอามากดๆดูในเมนู เลือกเสียงอยู่หลายเสียงไม่รู้ว่าลุงเขาจะชอบริงโทนแบบไหนเลยถามว่าลุงอยากได้แบบไหนล่ะ

แต่ลุงดันถามผมกลับ "นึกออกรึยัง"

นึกเหี้ยไรวะ! กูต้องนึกอะไรออกด้วยเหรอ

อ้อ! ผมนึกได้แล้ว สิ่งที่ผมควรจะสงสัยที่สุดตอนนี้คือผมมาหลับอยู่ที่นี่ได้อย่างไร นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกซะที

ผมนึกย้อนกลับไป เอ.. ก่อนหน้าจะมานอนนี้ทำอะไรอยู่... จำไม่ได้ แล้วก่อนหน้านั้นล่ะ... จำไม่ได้อีก

สิ่งที่จำได้ล่าสุดก็คือผมออกไปกินข้าวกับเพื่อน ร้านค้าเปิดอยู่ไม่กี่ร้าน ผมสั่งอะไรไปซักอย่าง จำไม่ได้ว่าเป็นอะไรที่แน่ๆคือมันไม่ค่อยน่ากินเท่าไหร่ หลังจากนั้น.. อ้อ! ผมดันไปเจอคนคนหนึ่ง เธอเดินมาสั่งข้าวกับเพื่อน นั่งลงข้างโต๊ะผม เรารู้จักกันดีแต่เธอไม่ทักทายผมสักคำ ผมเซ็งเลยหยุดกินข้าวแล้วนั่งนิ่งไป

เพื่อนผมอีกกลุ่มตามมาสมทบ ชวนไปร้านการ์ตูนกัน คุยกันโหวกเหวกโวยวาย ระหว่างนั้นเธอคนที่มากับเพื่อนก็กินข้าวเสร็จแล้วก็ลุกออกไป เดินผ่านผมแต่ทำเป็นไม่เห็น ผมรู้สึกแย่ เพื่อนถามว่าเป็นอะไรทำไมนิ่งๆ ผมบอกว่าจะไปกันได้รึยัง

หลังจากออกจากร้านการ์ตูนผมมานั่งนิ่งๆที่เก้าอี้ม้าหินอีกพักหนึ่ง เพื่อนผมคนนึงเตือนด้วยความหวังดีว่า

"ระวังนะ เดือนหน้าเนี่ย คนราศีสิงห์จะมีเคราะห์"

ราศีสิงห์... LEO... โทรศัพท์มือถือลายเสียดาว.. ผมเข้าใจแล้วว่าลุงที่มานั่งข้างผมเขากำลังพูดถึงอะไร

"ลุง แต่ผมเกิดราศีพิจิกนะ"

"ถ้าดูตามคติไทยน่ะใ่ช่ แต่ถ้าตามคติฝรั่งเอ็งน่ะเกิดราศีสิงห์"

"แล้วลุงเป็นใคร มาบอกผมเรื่องนี้ทำไม"

"ลุงก็คือตัวเอ็งนั่นแหละ แต่เป็นเอ็งในอนาคต"

"ตามลุงมา จะพาไปดูอะไร"

ลุงพาผมไปสถานที่นึง เป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ ใหญ่มากแต่โทรมชิบหาย สภาพไม่ต่างกับบ้านผีสิง ประตูผุ ฝาผนังตะไคร่จับ เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นบ้านคน

"นี่แหละบ้านเอ็งในอนาคต"

เดินเข้าไปในบ้านพบว่าไม่มีข้าวของเครื่องใช้อะไรซักอย่าง มีแต่ห้องว่างๆ เก้าอี้ให้นั่งซักตัวยังไม่มี บรรยากาศภายในเงียบกริบ เย็นยะเยือกกว่าในหนังสยองขวัญซะอีก

"ต่อไปในอนาคต เอ็งจะเป็นคนที่ไม่เหลืออะไรเลย ทั้งเพื่อน คนสนิทคนใกล้ชิด ครอบครัว ไม่มีทั้งนั้น"

"อ้าวลุง อย่างน้อยคนมันอยู่ในบ้านก็ต้องมีข้าวของเครื่องใช้อะไรมั่ง"

"คนอย่างเอ็งไม่ต้องการหรอก ของแบบนั้น"

เสร็จแล้วลุงก็พาผมขึ้นไปชั้นสอง บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่มีโถงบันไดอลังการมาก เป็นบันไดคู่แยกออกสองทาง ลุงพาผมขึ้นบันไดทางซ้าย

พอถึงชั้นสองพบว่ามีทางเดินและห้องแยกย่อยอีก แต่ละห้องมีประตูทะลุถึงกัน ผ่านมาตั้งหลายห้องก็มีแต่ห้องเปล่าๆโล่งๆ มาสุดที่ห้องมุมตึกมีเปียโนอยู่หลังนึง วางอยู่ข้างหน้าต่าง เป็นมุมที่โรแมนติกมากแม้เปียโนจะมีสีซีดเก่าจนดูไม่ได้

"โห นี่ผมเล่นเปียโนเป็นด้วยเหรอเนี่ย" อย่างน้อยตัวผมในอนาคตก็ยังมีอะไรซักอย่างที่ดูดีบ้าง ผมใฝ่ฝันอยากจะเล่นเปียโนมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว แต่ไม่เคยมีโอกาสได้หัดเรียนหัดเ่ล่นซะที

ลุงคนนั้น... ซึ่งก็คือผมในอนาคตนั่นแหละ บรรจงลงไปนั่งที่เปียโน นั่งทำอารมณ์นิดหน่อย จนสีหน้าดูเหมือนศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ แล้ววางมือลงบรรเลงเปียโนตัวนั้น

ห่วยสิ้นดี! มันเล่นอะไรของมันก็ไม่รู้ ฟังไม่ได้เลย เสียงทุเรศอย่างกับเด็กเกรียนซนๆมาทุบเปียโนเล่น

"โอ้ยยย พอๆๆๆ พอเลยลุง ห่วยแล้วยังจะกระแดะเล่นอีก" ผมทนฟังไม่ได้จริงๆเลยส่งเสียงขัดจังหวะ

"ชุ่ววว์ เบาๆหน่อย ไม่เล่นก็ได้ แต่อย่าโวยวายเดี๋ยวคนเค้าจะว่าเอา"

"ใครจะว่า ในนี้ไม่เห็นจะมีใครซักหน่อย"

"เอ็งไม่รู้อะไร บ้านหลังนี้เค้าแบ่งส่วนกันเช่า ฟากนี้เป็นของเอ็งก็จริง แต่ตึกด้านหลังน่ะมีคนอยู่เยอะแยะไปหมด"

ผมรู้สึกอนาจสุดๆกับอนาคตตัวเองจริงๆ นอกจากจะมีบ้านร้างๆโทรมๆแล้วยังต้องแบ่งเช่ากับคนอื่นอีก ผมคงไม่เหลืออะไรซักอย่างอย่างที่ลุงเขาว่านั่นแหละ

หลังจากนั้น ลุงพาผมลงมาที่โถงกลางของบ้าน พบว่ามีคนอยู่สี่ห้าคนยืนคุยอะไรกันอยู่ หนึ่งในนั้นเป็นผู้หญิง น่าจะแก่กว่าผมหน่อยนึง นอกนั้นเป็นผู้ชายหมด ลุงพาผมไปร่วมวงสนทนาด้วย ทุกคนดูเคร่งเครียดกำลังคุยเรื่องสำคัญอะไรซักอย่าง

อยู่ดีๆผู้หญิงคนนั้นก็พูดขึ้นว่า

"มันมากันแล้ว" 

แล้วประตูหน้าก็เปิดออก มีฝูงปีศาจแห่เข้ามาเป็นกองทัพ พวกผมวิ่งเตลิดกันอย่างไม่คิดชีวิต ผมวิ่งตามหลังพยายามไม่ให้หลงกลุ่ม

พอวิ่งขึ้นมาชั้นสองพบเห็นคนยืนกันเป็นแถวตอนอยู่ ยืนนิ่งเข้าแถวกันอย่างเป็นระเบียบ จำนวนคนที่ยืนอยู่มากมายสุดคณานับ ดูเป็นแล้วเหมือนเป็นทุ่งคน ยืนทะมึนกันสุดลูกหูลูกตา แต่แล้วอยู่ดีๆไฟบนเพดานก็ถูกเปิดขึ้น และผมก็ได้เห็นภาพที่ทำให้ผมต้องขนลุก

เมื่อแสงสว่างส่องลงมาถึงได้รู้ว่าที่ยืนเป็นแถวตอนอย่างมีระเบียบพวกนั้นไม่ใช่คน แต่เป็นซากศพที่ถูกแขวนไว้ต่ำจนเท้าติดพื้น สภาพศพไม่สมประกอบ เนื้อแหว่ง ผิวซีดเทา บ้างเห็นกระดูก จังหวะนั้นพวกปีศาจตามมาติดๆแล้ว แม้จะตกใจกลัวแค่ไหนผมก็ยอมเข้าไปแฝงกายเข้าแถวในกลุ่มซากศพนั้น

เสียงคนวิ่งไกลออกไปเรื่อยๆ แสดงว่ากลุ่มคนที่วิ่งหนีมาด้วยกันได้ทิ้งระยะไกลออกไปแล้ว ผมพยายามสะกดกลั้นความกลัว ทำตัวให้นิ่งที่สุด หายใจอย่างแผ่วเบาที่สุด หวังว่าพวกปีศาจจะไม่รู้ว่าผมซ่อนอยู่ที่นี่ ผมรู้สึกสับสน ไม่แน่ใจว่าที่ตัดสินใจแยกตัวออกจากกลุ่มมาซ่อนแบบนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกหรือผิด

เมื่อทุกเสียงเงียบสงบลงแล้วผมตัดสินใจซ่อนต่อไปอีกระยะหนึ่ง แต่ทันใดนั้นปีศาจตัวหนึ่งก็เจอผมเข้า ผมคิดว่าต้องจบชีวิตแน่นอนแล้ว พลันมีเสียงหนึ่งกระซิบที่ข้างหู

"Eat the flesh"

แล้วทุกอย่างก็ย้อนกลับ...

ผมยืนอยู่ในกลุ่มคนที่คุยกันอยู่ ทุกคนสีหน้าเคร่งเครียดเหมือนกำลังคุยเรื่องสำคัญอะไรบางอย่าง ทุกอย่างเป็นเหมือนเช่นตอนแรกก่อนพวกปีศาจจะบุกเข้ามา ผมยังไม่ทันได้ตั้งสติ ผู้หญิงคนนั้นอยู่ดีๆก็พูดขึ้นว่า

"มันมากันแล้ว"

ทันใดนั้น ผมนึกได้ถึงประโยค "Eat the flesh" ผมกระโจนเข้าใส่ผู้หญิงคนนั้นแล้วกัดเข้าที่พวงแก้มด้านซ้าย กระชากเนื้อหนังติดออกมาแล้วเคี้ยวกลืนลงไป

เมื่อพวกปีศาจบุกเข้ามาทางประตูหน้าผมก็พบว่าตัวผมเองได้กลายเป็นปีศาจไปแล้ว

แต่ครั้งนี้สถานการณ์มันกลับกัน พวกผม.. ซึ่งเป็นปีศาจ กลับเป็นฝ่ายถูกไล่ล่า กลุ่มคนที่คุยกันอยู่ตอนแรกชักดาบเงาวับออกมาไล่ฟันปีศาจทีละตัว ผมตระหนักดีว่าสู้ไม่ได้ จึงอาศัยพละกำลังในร่างปีศาจกระโจนหนี กระโดดทีเดียวก็ขึ้นมาถึงชั้นสอง

เหล่าคนถือดาบยังวิ่งไล่ล่าตามขึ้นมา ยิ่งมายิ่งพบว่ากลุ่มคนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ผมอาศัยสู้พลางหนีพลาง กว่าจะเตลิดมาถึงตึกด้านหลังก็พบว่าถูกฟันไปสี่แผล

พวกมนุษย์ได้ไล่ต้อนผมจนมุม เบื้องหน้ามีเพียงกำแพงตึกสูงชัน ปีศาจที่่มาด้วยกันเหลือเพียงไม่กี่ตัวซะแล้ว ผมตัดสินใจปีนขึ้นกำแพงเพราะมนุษย์ตามขึ้นมาไม่ได้ ปีศาจตัวอื่นๆก็ปีนตามกันขึ้นมา

ปีนได้ไม่ไกล พอหันลงไปก็พบว่ามีพวกมนุษย์ถือดาบรอกันอยู่ข้างล่างกันเต็มไปหมด หากตกลงไปคงมีผลลัพธ์ไม่่ต่างจากสัตว์ในโรงเชือด ปีศาจที่เหลืออยู่จึงปีนกันอย่างไม่คิดชีวิต

แต่น่าเสียดาย กำแพงตึกนี้มันช่างสูงชันเกินไป แม้กระทั่งพละกำลังของปีศาจก็ไม่สามารถพิชิตยอดตึกได้ ยิ่งปีนยิ่งเหนื่อยล้า จุดหมายก็ดูจะไกลออกไป เหล่าปีศาจเริ่มหมดกำลังตกลงไปทีละตัว

สุดท้ายเหลือเพียงผมกับปีศาจอีกตัว เราหันมองหน้ากัน ยอดตึกอยู่อีกไม่ไกล เรากัดฟันปีนขึ้นไปท่ามกลางความเงียบ สถานการณ์เบื้่องล่างจะเป็นอย่างไรไม่อาจรับรู้ได้อีกแล้ว ในห้วงความคิดมีเพียงอย่างเดียวคือต้องปีนขึ้นไปถึงยอดข้างบนให้ได้

แต่แล้ว ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด จุดที่ผมใช้กงเล็บจิกอยู่เกิดร่วนลงมา ผมพยายามคว้า แต่จับได้เพียงก้อนอิฐมอญที่ป่นเป็นผง แล้วผมก็ร่วงหล่นลงไปเบื้องล่างนั่น

และทุกอย่างก็กลายเป็นสีขาว..

นั่นคือภาพสุดท้ายที่ผมได้เห็น

Share/Save/Bookmark