ในชั่วชีวิตคนเรา จะมีสักกี่ครั้งกันที่จะได้เห็นฉากสุดท้ายของชีวิต
ผมไม่ทราบ แต่วันนี้ผมว่าผมได้เห็นเป็นครั้งแรก...
จนถึงตอนนี้ ผมคิดว่าเป็นโชคดีของผมที่คนใกล้ชิดผมยังไม่มีใครตาย
แล้วผมก็ไม่ใช่คนญาติเยอะอะไรมากมาย
ตั้งแต่เกิดมาผมจึงได้ไปงานศพแบบนับครั้งได้
ส่วนใหญ่... ไม่สิ ทั้งหมดเป็นพิธีแบบจีน
พิธีที่จะมีเสียงงิ้วร้อง มีเดินสะพาน มีกงเต๊ก มีประทัด...ฯลฯ
แต่ครั้งนี้คือครั้งแรกที่ผมได้เห็น ได้สัมผัสพิธีศพแบบไทย
...
วันนี้ เป็นวันงานศพแม่ของครอบครัวผู้ที่ผมเคารพมากคนหนึ่ง
ครอบครัวนี้ก็เรียกได้ว่าสนิทชิดเชื้อกับครอบครัวผมมากพอสมควร
ผมทราบข่าวการตายของคุณยายท่านจากแม่ของผม
ซึ่งแม่ก็กำชับมาว่าให้ไปช่วยงานศพด้วย ช่วยอะไรได้ก็ช่วยไป
ผมมาก่อนแขก มาคนแรก แต่มาหลังจากที่จัดสถานที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว
ผมก็เลยไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากเป็นเด็กเสิร์ฟน้ำ(หน้าที่ที่ไม่เข้ากับหน้าตา)
ซึ่งก็โอเคสำหรับผมที่อย่างน้อยก็ได้ช่วยอะไรบ้าง
เมื่อพิธีรดน้ำศพจบลง ก็เป็นพิธีบรรจุศพก่อนแล้วค่อยสวดอภิธรรม
เรื่องมันอยู่ที่ตอนตอกฝาโลงนี่แหละ
ตากล้องของงานบอกว่าจะถ่ายวีดีโอ แล้วไม่มีใครถือกล้องถ่ายภาพ
ผมเลยถูกย้ายอาชีพจากเด็กเสิร์ฟน้ำมาเป็นโฟโต้แมน
สิ่งที่ผมกังวลในตอนแรกคือ ต้องไม่ให้มือสั่นนะ ต้องยืนไม่ให้บังวีดีโอนะ ต้องถ่ายมุมดีๆนะ
ต่างๆนานา...
แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่...
ถึงนาทีที่ตอกฝาโลงจริงๆ มันชุลมุนมาก
ทั้งสัปปะเหร่อจะยกศพใส่โลง ทั้งจะปิดฝาโลง เลื่อนโต๊ะออก แล้วตอกฝาโลง
ทั้งหมดเกิดขึ้นแป๊บเดียว และผมต้องคอยหามุมถ่ายที่ไม่ให้มีคนบัง
แล้วก็ได้มารูปนึง เป็นตอนที่สับปะเหร่อกำลังถือค้อนตอกลงบนฝาโลงพอดี
รูปมันไม่ได้สวยอะไรหรอก แล้วประเด็นก็ไม่ได้อยู่ที่รูปด้วย
แต่ขณะที่ตาผมมองผ่านจอLCDของกล้องนั้น
ผมรู้สึก...
การที่เห็นภาพคนคนนึง กำลังค่อยๆถูกบดบังด้วยฉากของฝาโลง
จนกระทั่งภาพฝาโลงนั้นแทนที่จนมิด
แล้วก็เป็นภาพของตะปูที่ถูกค้อนตอกจมลงไปเรื่อยๆ จนมิด
พร้อมกับเสียงดังของค้อนตะปูกระทบกัน
ขนาดผมเอง.. ที่มองผ่านจอLCD
ผม ที่ไม่ใช่ญาติของคนที่อยู่ในโลง
ผมยังรู้สึก..
หลังจากนิ้วกดชัตเตอร์ไปแล้วผมลดกล้องลงพร้อมหันไปมองญาติผู้ตาย
ญาติที่เป็นผู้หญิง ทั้งลูกสาว ทั้งหลานสาว ทั้งน้าของผมที่ยายรักเหมือนลูก
ทั้งหมดร้องไห้ กอดกันร้องไห้
เว้นแต่ลูกชายทั้งสองคนที่ยังเข้มแข็ง ยิ้มให้แขก คุยกับแขกได้ปรกติ
อย่างที่บอก.. เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นแป๊บเดียว
หลังจากนั้นญาติผู้หญิงก็พากันออกไปนอกศาลา แล้วพักใหญ่ๆต่อมาก็กลับเข้ามาเป็นปรกติ
แต่ช่วงเวลาเล็กๆนั้น เต็มไปด้วยเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ข้างหลังมากมหาศาล
เขาว่ากันว่า เมื่อคนจะตาย ชีวิตทั้งชีวิตจะวิ่งผ่านมาให้เห็น
แต่จริงๆแล้ว ไม่ใช่แค่คนตายหรอก
ไม่ว่าใคร ที่ได้เห็นฉากสุดท้ายของคนคนนึง ชีวิตของคนนั้นก็จะวิ่งผ่านมาให้เราเห็นได้เหมือนกัน
สำหรับผม มีเรื่องเกี่ยวข้องกับคุณยายไม่มาก หนังชีวิตก็วิ่งได้แป๊บเดียว
แต่สำหรับลูกชาย ที่หลังจากจบงานศพแล้วเขาขับรถมาส่งผม
ระหว่างทาง เขาก็คุยกับเพื่อนเขาที่มาด้วยกันตลอดทาง
เรื่องที่คุยกัน มันก็เริ่มจากเรื่องเมื่อวาน ย้อนไปเรื่องเมื่อก่อน ย้อนไปเรื่องเมื่อเขายังเด็กๆ
เหมือนหนังไม่มีผิด
ชีวิตของเขาก็กำลังวิ่งผ่านสายตาของเขาเช่นกัน แล้วก็เป็นเรื่องที่ยาวนาน
สุดท้ายผมลงจากรถ กลับเข้าห้อง จนถึงตอนนี้
นาทีที่ตอกฝาโลงนั้นก็ยังติดตาผมอยู่
ผมไม่รู้ว่าจะเรียกอย่างไรดี ไม่ใช่ทั้งความเศร้าอาดูร ไม่ใช่ทั้งความประทับใจ
หรือบางทีอาจเป็นทั้งสองอย่างรวมกัน...
ในศาสตร์แห่งสุนทรียะของญี่ปุ่น มีอยู่ประเภทหนึ่งเรียกว่าmono no aware
มันเป็นช่วงเวลาที่ดอกไม้กำลังจะร่วงหล่นจากต้น
เหมือนชีวิต ที่กำลังจะหลุดออกจากโลกใบนี้
เหมือนฉากสุดท้ายฉากนั้น
เหมือนตอนตอกฝาโลง
ผมไม่รู้ว่าเรื่องเล่าของผมนี้ประเด็นของมันคืออะไร
วันนี้ผมได้เห็นช่วงเวลานึง ที่เกิดขึ้นชั่ววูบหนึ่ง
แต่คงอีกนาน กว่าจะลืมเลือน...
....
แด่คุณยาย และครอบครัวท่านซึ่งผมเคารพสูงสุด
จาก 609รุ่นที่สอง