เรื่องเมื่อวานที่ว่าด้วยวิกฤติอัตลักษณ์
posted on 12 Jun 2009 03:22 by peach69 in Critiqueเมื่อวานนี้ผมได้อัพ entry ใหม่ไป entry นึง ผมเริ่มเขียนโดยไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร นั่นก็เพราะกิจกรรมต้นไม้ผมจึงลุกขึ้นมาเขียน
ทั้งๆที่ผมไม่มีอะไรจะเขียนแต่ entry เมื่อวานถือได้ว่าเป็น entry ที่ยาวมากเลยทีเดียว ไม่มีเนื้อหาสาระ มีแต่ผมกับถ้อยคำเพ้อเจ้อมากมายที่ไม่มีประเด็นชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ผมรู้สึกเสียดาย และเสียใจเป็นอย่างมากเมื่อกด publish แล้วพบว่ามันหายไป อย่าถามว่าเพราะอะไร สาเหตุผมบอกไปใน entry เมื่อวานแล้ว
กลับมาที่ต้นไม้ด้านขวานี้ มันจะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อผมอัพ entry ใหม่ๆทุกวัน นั่นหมายความว่าวันนี้ผมก็กลับมาพร้อมกับ entry ไร้สาระอีก entry หนึ่ง เป็นเรื่องราวที่ไม่มีใครอยากรู้ ไม่มีใครอยากอ่าน ฝากเอาไว้เป็นขยะอินเตอร์เน็ต เพิ่มปริมาณตัวอักษรบนโลกไซเบอร์ให้มันมากขึ้นไปงั้นๆ
เอาเป็นว่าผมจะพลิกวิกฤติเป็นโอกาส เรื่องที่ผมเขียนไปเมื่อวานนั้นผมจะเล่ามันใหม่อีกครั้งในวันนี้ก็แล้วกัน
เรื่องมันมีอยู่ว่า ร่วมปีมาแล้วที่ผมวนเวียนอยู่กับคำว่า "วิกฤติอัตลักษณ์" คำนี้ดูแล้วเหมือนเป็นเรื่องร้ายแรงแต่อันที่จริงมันไม่ได้มีความหนักหนาสาหัสเท่าไร แม้ว่าจะมีบ้างบางโอกาสที่ทำเอาผมแทบบ้า ไม่เป็นผู้เป็นคน แต่มันก็ไม่ถึงขั้นทำให้ใครบาดเจ็บล้มตาย
วิกฤติอัตลักษณ์ที่ผมพูดถึงคำนี้ เป็นคำที่ผมมั่วซั่วขึ้นมาเอง อาจมีหรือไม่มีในตำราวิชาการใดก็ไม่รู้ ซึ่งผมใช้เรียกอาการของคน(ซึ่งก็คือกูเองเนี่ยแหละ) ที่มีความรู้สึกสับสน ไม่แน่ใจ ในตัวตนของตนเอง ไม่แน่ใจในภาพลักษณ์ และความเป็นตัวของตัวเอง และอาจรุนแรงถึงขั้นปฎิเสธตัวเองไปเลย
ใช่ครับ ที่กล่าวมาทั้งหมดมันเกิดขึ้นกับผมในช่วงปีหลังๆที่ผ่านมานี้ แต่อย่างที่บอกมันไม่ได้รุนแรงอะไร และผมก็ไม่ได้ครุ่นคิดถึงมันตลอดเวลา ซึ่งจริงๆแล้วการไม่รู้ว่าตัวเองเป็นคนยังไงมันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวัน หากแต่จะเป็นปัญหาในบางครั้งที่ต้องเลือกอะไรที่คิดว่าเหมาะกับตัวเอง หรือในบางทีที่ทำอะไรแล้วรู้สึกฝืนตัวเอง หรือต้องตัดสินใจกับเรื่องอนาคต
จะว่าไปแล้ววิกฤติอัตลักษณ์นี้ยังมีข้อดีอยู่บ้างตรงที่มันทำให้ผมมีเรื่องมาเขียนในบล๊อกได้อยู่เรื่อยๆ หลายเรื่องเลยที่มีเนื้อหาและอารมณ์เกี่ยวพันกับเรื่องวิกฤติอัตลักษณ์ มีอยู่ entry หนึ่งที่ผมตั้งชื่อเรื่องว่าวิกฤติอัตลักษณ์เสียด้วยซ้ำ
ระหว่างที่ผมกำลังลืมๆเรื่องวิกฤติอัตลักษณ์ เพราะอยู่ท่ามกลางเรื่องราวมากมายที่ต้องคิดต้องทำ ผมก็ชนโครมเข้ากับมันอีกครั้งอย่างไม่ตั้งใจ
แม่บังเกิดเกล้าของผม (ไม่รู้คิดเหี้ยอะไรอยู่) โยนหนังสือปฏิบัติธรรมสามเล่มมาให้ผมอ่าน แม่ของผมคงไม่คิดว่าผมจะอ่านมันจริงๆ แม่โยนให้อย่างไม่คิดอะไร เหมือนโยนหนังสือพิมพ์ให้หมาให้แมว มันจะเอาไปอ่านหรือเอาไปรองตูดนั่งขี้ก็เรื่องของมัน
แต่แล้วไม่รู้ผีสางอะไรดลบันดาลให้ผมอ่านทั้งสามเล่ม เนื้อหาหลักเกี่ยวกับการนั่งสมาธิ ฝึกสติ เจริญวิปัสสนา มีการแทรกธรรมะอย่างสม่ำเสมอ จะว่าไปมันก็หนังสือปฏิบัติธรรมดีๆนี่เอง หนังสือแบบนี้หาได้ตามงานศพงานบุญทั่วไป
ในหนังสือเขาว่าไว้ว่า คนเราไม่ควรปล่อยตัวเองให้คิดเพ้อเจ้อ สติล่องลอยไปเรื่อย แต่ต้องฝึกให้มีสติตั้งมั่นเหมือนวัวผูกอยู่กับหลัก ไม่ปล่อยให้เถลไถลไปง่ายๆ พบอะไรเห็นอะไรก็สักแต่ว่าพบแต่ว่าเห็น หากเกิดอารมณ์ชอบไม่ชอบก็ให้มันหยุดอยู่ตรงนั้น อย่าไปคิดปรุงแต่งให้มากความ คนเราหากไม่ฝึกสติแล้วจะทำให้ทำการอะไรไม่สำเร็จ ขาดความรอบคอบ มักเผอเรออยู่บ่อยๆ จิตใจอ่อนแอทุกข์ง่ายท้อแท้ง่าย ไม่มีความมุมานะพยายาม
เปรี้ยง! โดนเข้าไปจังๆ ผมเป็นคนอย่างที่ว่านั่นแหละ โดนด่าอย่างนี้แล้วผมเลยลองฝึกสติตัวเองดู ว่างๆก็ลองสังเกตตัวเอง หากรู้ตัวว่าเริ่มไร้สติ คิดปรุงแต่งเพ้อเจ้อเมื่อไหร่ก็ให้หยุดอยู่แค่นั้น
ทำอยู่สักพักหนึ่ง (ได้ไม่นานหรอก ไม่เกินหนึ่งวัน) ผมก็ชนโครมเข้ากับวิกฤติอัตลักษณ์จนได้
นั่นก็เพราะธาตุแท้ของผมนั้นเป็นมนุษย์ที่เกิดมามีแต่สมองซีกขวาข้างเดียว ผมใช้ชีวิตอยู่ด้วยการสันนิษฐาน จินตนาการ และใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง หากนับวันนึงมี 24 ชั่วโมง ในหัวผมคงคิดแต่เรื่องเพ้อเจ้อไร้สาระไปซัก 12 ชั่วโมง หลับไปก็เพ้อเจ้อต่อในฝันอีกซัก 12 ชั่วโมง เหลือเวลาที่สติอยู่กับเนื้อกับตัวจริงๆคงไม่เกิน 15 นาที
อย่างเช่นหากมีใครมาคุยกับผม ก็จะเจออาการตอบไม่ตรงคำถาม หรือไม่ก็ถูกขอให้พูดใหม่อีกครั้งเป็นประจำ นั่นเพราะสติผมไม่อยู่กับร่องกับรอยเท่าไหร่ มัวแต่ไปคิดจินตนาการว่าคนที่คุยด้วยนั้นกำลังจะพูดอะไร นึกไปเองทั้งๆที่ยังไม่ได้พูด เป็นแบบนี้เสมอ
หากแต่การคิดเ้พ้อเจ้อของผมไม่ได้มีแต่ข้อเสียอย่างเดียว มันยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในการคิดสร้างสรรค์ของผมอีกด้วย ผมคงเขียนบล๊อกไม่ได้หากไม่คิดเพ้อเจ้อ และสาบานต่อฟ้า ผมชอบเรื่องที่ตัวเองเขียนมากกว่าเรื่องอื่นใดทั้งหมด รู้สึกว่าผมช่างเขียนอะไรได้ดีมากจริงๆ (อันนี้เกิดจากการหลงตัวเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับการคิดเพ้อเจ้อ)
ดังนั้น ผมจึงลังเลและสับสนว่า หากผมยังฝึกสติต่อไป ผมจะสูญเสียตัวตนไปหรือไม่ ในเมื่อผมได้ยอมรับไปนานแล้วว่าผมเป็นคนแบบนี้ เพ้อเจ้อแบบนี้ เสียสติแบบนี้ หากจะเปลี่ยนตัวเองไปเป็นคนที่มีสติ มีความรอบคอบ สุขุมลุ่มลึก... นั่นมันใช่กูเหรอวะนั่น
ก่อนที่ผมจะถลำลงไปในวังวนแห่งวิกฤติอัตลักษณ์มากกว่านี้ ทางสว่างก็ถูกชี้ขึ้นมา ไม่ใกล้ไม่ไกลในหนังสือสามเล่มที่ว่านั้นเอง
มีประโยคหนึ่่งเขาเขียนไว้ว่า "ท่านกำลังยึดติดกับอัตตาของตัวเอง ยึดติดจนแน่น จนเป็นความทุกข์" เหมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางกบาลผม ผมบรรลุเลย บรรลุอะไรซักอย่างไม่รู้แต่รู้ว่าบรรลุแล้วล่ะ รู้สึกเหมือนมีวงแหวนอยู่บนหัว แผ่ออร่ามีเทวดามาติดปีกให้อะไรแบบนั้น
สาเหตุก็อยู่ที่ตัวอัตตานั่นแหละ คำมันก็บอกอยู่ตรงๆแล้วว่าวิกฤติอัตลักษณ์ เป็นวิกฤติอันเกิดจากอัตตาดีๆนี่เอง เพราะผมมัวแต่ไปยึดว่าร่างกายนี้เป็นของกู ความคิดนี้เป็นของกู อดีตที่ผ่านมาเป็นของกู ภาพลักษณ์ฺเป็นของกู การกระทำเป็นของกู ผมจึงประสบกับทุกข์อันเกิดจากการคิดมากจนเกินไปจนไม่รู้แล้วว่าจริงๆแล้วตัวกูเป็นใคร... ทั้งๆที่คำตอบมันอยู่แค่ว่า ตัวกูนั้นไม่มี
พอบรรลุมาถึงขั้นนี้แล้วผมรู้สึกสบายใจ ตัวเบา ล่องลอย เหมือนบินได้ปล่อยพลังได้ เป็นความสุขอันเกิดจากการดับทุกข์ มันทำให้ผมสามารถกลับไปนั่งคิดเพ้อเจ้อ ฟุ่งซ่าน สติล่องลอยอย่างเดิมได้อย่างสบายใจ