for the sake of art

posted on 25 Oct 2015 22:15 by peach69 in Critique

เมื่อก่อนตอนผมเริ่มเขียนบล๊อก มันจะมีแนวเขียนอยู่ลักษณะนึง แนวเขียนแบบเด็กแนว เขียนอะไรแนวๆ เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แอ๊บสแตร็ก ซึ่งตัวผมเองก็เขียนแบบนั้น

คงเป็นการได้รับอิทธิพลมาจากนิตยสาร a day นิตยสารเด็กแนวชั้นแนวหน้าที่ผมไม่ค่อยอ่าน แนวเขียนเด็กแนวที่ว่ามันจะชอบเขียนอะไรสั้นๆ เว้นที่ว่างเยอะๆ ทำอะไรให้มันคลุมเครือ บางทีก็ร่ายกวีแคนโต้สามบรรทัด แล้วคิดว่าแม่งเท่มาก

แต่ปัจจุบันนี้ไม่ค่อยเห็นแล้ว

ทุกวันนี้ไม่มีใครอ่านบล๊อกกัน เค้าอ่าน feed ในเฟซบุ๊ค อ่านข้อความที่แชร์ในไลน์ อ่าน tweet อ่าน คำคม ใน IG ซึ่งลักษณะฟอร์มของสารที่ส่งมา ถ้าไม่เป็นข้อมูล ข้อเท็จจริง (ที่บางทีก็จริง บางทีก็มั่วยิ่งกว่าฟอเวิดเมล) ก็จะเป็นพวกคำคม หรือ Quote ต่างๆ ความแอ๊บสแตร็กแม่งหายไปจากโลกออนไลน์ไปไหนก็ไม่รู้

ไม่รู้ว่ามันเกิดจากอะไร เป็นเพราะไอ้พวกเด็กแนวเหล่านั้นแม่งโตเป็นผู้ใหญ่หมดแล้ว หรือเพราะวัยรุ่นยุคใหม่แม่งมีหัวคิดเกินกว่าจะมาแอ็คอาร์ต ทำเท่ โดยที่ไม่ได้เข้าใจสิ่งที่ตัวเองทำ อันนี้ผมก็ไม่รู้ มั่วไปเรื่อย ส่วนตัวของผมเองที่เลิกเขียนแนวๆแบบนั้นมันเป็นเพราะเขียนไม่ออกมากกว่า ไม่ได้มองว่ารูปแบบการเขียนแบบนั้นมันเชยหรืออะไร แต่เป็นเพราะไม่สามารถกลับไปเขียนแบบนั้นได้้แล้ว สมองของผมมันไม่ทำงานในลักษณะนั้นแล้ว

หลายวันก่อนผมนั่งรถเมล์ แล้วเริ่มคิดถึงการรับสารอะไรแบบนั้น การรับสารที่คนส่งสารแม่งเมารึเปล่าก็ไม่รู้ ตั้งใจรึเปล่าก็ไม่รู้ ไม่รู้ว่าแม่งคิดเยอะหรือไม่คิดอะไรเลย ส่วนคนอ่านแม่งก็มานั่งตีความเป็นตุเป็นตะ เป็นจริงเป็นจัง เชื่อมโยงสิ่งต่างๆ รายละเอียดยิบย่อย เพื่อก่อให้เกิดทฤษฎีที่อธิบายห่าอะไรไม่รู้เรื่องแบบนั้น ซึงโดยปรกติแล้วถ้าไปดูหนังอาร์ต หรืองานศิลป์ แม่งก็จะมีคนประเภทนี้อยู่เยอะแหละ แต่ปรากฎการณ์ที่่มีคนมานั่งตีความบล๊อกอะไรก็ไม่รู้ ที่คนเขียนแม่งเป็นใครก็ไม่รู้ คิดมารึเปล่าก็ไม่รู้ ผมคิดย้อนกลับไปแล้วพบว่ามันเป็นเรื่องน่าทึ่ง

นึกออกแล้ว ถ้าเป็นเฟซบุ๊คเพจตอนนี้ คงเทียบได้กับ Joan Cornella (สะกดถูกป่าวไม่รู้นะ) ที่แม่งวาดรูปเพี้ยนๆ เหมือนจะมีความหมายให้ตีความ ซึ่งบางอันผมอ่านคอมเม้นแล้วเก็ทเลย ว่าคนเขียนแม่งคิดมา แม่งต้องการสื่ออะไร แต่บางอันก็ดูเหมือนว่าไม่ใช่ละ มึงตีความเกิน กูว่าคนเขียนแม่งวาดไปงั้นๆแหละ ซึ่งจริงๆแล้วอาจะเป็นตัวผมเอง ที่ตื้นเขินเกินไปก็ได้ ฯลฯ เรื่องแบบนี้มันแล้วแต่บุคคลจริงๆ สิบคนมอง ก็สิบความหมาย ไม่มีใครผิดไม่มีใครถูก

ผมคงคิดถึงอะไรแบบนั้น อะไรที่ไม่จำเป็นต้องมาฟาดฟันกันด้วยข้อเท็จจริง เปิดโอกาสให้ความเป็นไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่รู้เหมือนกัน อาจเป็นเพราะอายุมากขึ้น ผมเลยไปพบเจอกับอะไรที่มันต้องมีผิดมีถูก มีขาวมีดำ มีความชัดเจน มีเหตุมีผล มากจนเกินไป โลกแม่งเลยมีแค่ขาว เทา ดำ ขาดสีสันไป จนผมต้องปรับตัวจนแทบจะตาบอดสี 

เพื่อไม่ให้โลกนี้ไร้สีสัน ผมขอทิ้งท้ายไว้ด้วยแคนโต้ แบบเท่ๆ อ่านไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าคิดมาหรือไม่คิดอะไรเลย ซักบทหนึ่ง

...

 

สักวา

สองวา

ยาวไม่เท่ากัน

แล้วใครจะเท่าทันตัวเอง

...

Comment

Comment:

Tweet