At the round table

posted on 16 Dec 2010 02:25 by peach69  in Critique
 
เคยกันบ้างไหม ที่เวลาไปกินข้าวกันหลายๆคน จะไปกับเพื่อนฝูงหรือกับฝูงเพื่อนหรือกับใครก็แล้วแต่ ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจะมาอยู่ที่เวลาเรียกเก็บเงินเสมอ อย่าเข้าใจผิด! ไม่ใช่ว่าไม่มีใครจ่ายหรือเกี่ยงกันจ่ายหรอกนะ แต่ว่าไม่มีใครคิดว่าต้องจ่ายเท่าไหร่ต่างหาก สถานการณ์มันมักจะเป็นแบบนี้
 
พนักงานเก็บเงินถือใบเสร็จมาพร้อมกับเงินจำนวนหนึ่ง
 
"ทั้งหมด xxxx บาทค่ะ"
 
แล้วเหล่าคนที่นั่งอยู่บนโต๊ะก็จะมองหน้ากัน
 
"หารดิ๊ เท่าไหร่วะ" ส่วนใหญ่ผมจะชิงพูดก่อนคนแรก เพราะขี้เกียจคิด
 
หลังจากนั้นก็จะมีมนุษย์สมองตันเช่นเดียวกับผม พูดจาส่งเดชออกมาเรื่อยๆเพื่อปัดความรับผิดชอบ
 
" xxxx หาร x คน อ่ะเท่าไหร่ ใครก็ได้คิดดิ๊" 
 
"กดเครื่องคิดเลขดิ"
 
"ใครมีเครื่องคิดเลขมั่ง"
 
"ใครเค้าพกเครื่องคิดเลขกันวะ มือถือก็คิดได้ กดเข้าไปดิ"
 
"หารเลขง่ายๆแค่นี้ถึงต้องกดเครื่องคิดเลขเลยเหรอวะ"
 
"มึงก็หารดิ"
 
"ก็ประมาณ xxx กว่าๆ มั๊ง กูไม่ชัวนะ ใครแม่นเลขคิดอีกทีดิ๊"
 
"ก็ถึงบอกให้กดเครื่อง"
 
"เออๆๆๆ กูกดเองก็ได้วะ เท่าไหร่นะครับ"
 
เมื่อหันไปหาพนังงาน ก็จะพบว่าพนักงานคนนั้นเตลิดไปถึงไหนแล้ว ผมว่าพวกเค้า(เหล่าบุคคลที่ประกอบอาชีพพนักงานร้านอาหาร)อาจจะชินกับเรื่องแบบนี้ก็ได้ วันๆอาจจะเจอมนุษย์สมองตันเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ก็ไม่รู้ เลยเดินหนีไปซะัตัดรำคาญ แล้วสิ่งที่ตามมาก็คือเราจะยิ่งเสียเวลามากเข้าไปอีกเพื่อเรียกเขามาเอาตังอีกรอบ
 
บ้าบอดีมั้ย เรียกคิดตังรอบนึง-รอไปชาตินึง แล้วก็ต้องเรียกมาเอาตังอีก-รอไปอีกชาติ แล้วไหนจะตังทอนอีก... มิน่าเวลาพักกินข้าวเขาถึงต้องพักกันอย่างต่ำเป็นชั่วโมง
 
แต่เรื่องก็ยังไม่จบเพียงแค่นี้... ใช่ว่ามีคนกดเครื่องแล้วมันจะเคลียร์กันได้ง่ายๆ มนุษย์สมองตันเหล่านี้ยังกากกว่าที่คุณคิดมากมายนัก
 
"หารแล้วได้ xxx.xx บาทว่ะ"
 
"ตีเป็นซัก xxx ละกัน เลขกลมๆคิดง่ายดี"
 
"กูมีแบงค์ใหญ่ว่ะ"
 
"กูก็เหมือนกัน"
 
แล้วปัญหาก็เริ่มขึ้นมาอีก...
 
"กูต้องให้มึงเท่าไหร่วะ"
 
"xxx บาท"
 
"งั้นกูให้มึง xxx มึงทอนกู xx "
 
"ไม่มีทอนว่ะ"
 
"ของกู xxx พอดี"
 
"งั้นกูจ่ายแบงค์ใหญ่เค้าไปก่อนนะ"
 
"เก็บตังด้วยครับ"
 
"อ่าวแล้วกูล่ะ"
 
"เดี๋ยวมึงก็รอตังทอน แล้วค่อยมาคิดอีกที"
 
"ทำไมมึงไม่เอาตังจากไอ้เชี่ย A ที่ให้มึงมาทอนไอ้เชีย B ไปวะ"
 
"ไม่ได้ เดี๋ยวกูงง"
 
"งงยังไงวะ มานี่ กูเคลียเอง มึงเอามา xxx แล้วก็ทอนไป xx ส่วนมึงเอามา xxx ก่อน รอตังทอนมาแล้วก็ทอนอีกที"
 
"อ่าว แล้วตังกูล่ะ"
 
ระหว่างนั้นเงินทอนก็มาพอดี เป็นจำนวน xx บาท
 
"มึงจ่ายมาเท่าไหร่แล้ว"
 
"xxx"
 
"งั้นไอ้เชี่ย C ต้องให้มึงอีก xx บาท ส่วนกูเคลียร์แล้ว"
 
"อ่าว แล้วกูล่ะ"
 
"ไม่รู้ กูเคลียร์แล้ว มึงกับไอ้เชี่ย B ไปเคลียร์กันเอาเอง"
 
"งั้นกูติดมึงไว้ก่อนละกัน คราวมามาให้มึงอีก xx บาท ไม่มีแบงค์ย่อยว่ะ"
 
"โอเค ตามนี้"
 
"อ่าว เชี่ย! ตังเหลือ xx ได้ไงวะ"
 
"กูบอกว่าหารแล้วได้ xxx.xx มึงเสือกปัดขึ้นไง"
 
"เอาไงดีเหลือ xx "
 
"เอาไปเขวี้ยงหัวหมาละกัน โว้ยยย เรื่องมากจริง"
 
ฯลฯ
 
จากกรณีศึกษานี้ ถามว่า ไอ้ที่ไปแดกข้าวด้วยกันทั้งหมดนี้เป็นอย่างไร
 
ข้อ ก. มีคนโง่อย่างน้อย 1 คน
ข้อ ข. มีคนฉลาดเพียง 1 คน
ข้อ ค. มีคนโง่เป็นส่วนใหญ่
ข้อ ง. แม่งโง่กันหมดทุกคน
 
คำตอบคือไม่มีใครโง่หรอกครับ เรื่องของเ่ืรื่องมันอยู่ที่สมองซีกซ้าย และสมองซีกขวา 
 
เป็นที่ทราบกันดีว่า สมองซีกซ้ายคิดเรื่องตรรกะ กวรวิเคราะห์ และการคิดคำนวณ ส่วนซีกขวาใช้ในเรื่องจินตนาการ มองภาพรวม ด้วยความเชื่อนี้ ทำให้เหล่าผู้ทำงานศิลปะ งานสร้างสรรค์ หรืองานที่ต้องใช้จินตนาการต่างๆ นั่นลุ่มหลงในภาวะสมองซีกขวาจนเกินพอดี อาการนี้เข้าใจในภาษาชาวบ้านว่า "ติสท์แดก"
 
จากตัวอย่างข้างต้น แสดงให้เห็นว่าเหล่าผู้รับประทานอาหารเหล่านั้นเป็นกลุ่มคนที่มีอาการ "ติสท์แดก" จนหลุดโลกไปแล้ว ทุกคนเชื่อว่าตัวเองมีสมองซีกขวาที่ทำงานได้ดี แต่สมองซีกซ้ายนั้นฝ่อและห่อเหี่ยวไม่สามารถใช้การได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว กิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันนั้นส่งเสริมให้เราพัฒนาสมองไปทั้งสองด้านพร้อมๆกันเสียส่วนใหญ่ แม้แต่การวาดภาพก็ยังต้องใช้สมองทั้งสองด้านไปด้วยกันจึงจะสำเร็จได้
 
อันที่จริงแล้ว บุคคลเหล่านี้สมองซีกซ้ายไม่ได้ฝ่อ และยังใช้การได้ดี แต่พวกเขาปฏิเสธที่จะใช้มัน เนื่องจากพวกเขานับถือการใช้สมองซีกขวามากกว่า การเปลืองสมองมาคิดเลขแม้เพียงเล็กน้อยเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญต่อพวกเขาเลย อันที่จริงแล้วออกจะรังเกียจมันด้วยซ้ำ หากจับใครคนหนึ่งมาให้พูดเพ้อเจ้อไปเรื่อยๆอาจจะพูดไปได้ทั้งวัน แต่การที่จะให้บวกเลขง่ายๆนั้นเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ พวกเขารังเกียจการใช้สมองซีกซ้าย พวกเขายอมโง่ หากต้องใช้สมองซีกซ้าย มันเลยเถิดขนาดที่พวกเขาแข่งกันโง่ด้วยซ้ำ
 
อีกนัยยะหนึ่งที่แสดงออกมาชัดเจน นั่นคือความ "ติสท์แดก" ที่ปรากฎในตัวอย่างที่ผมนำเสนอนั่นเอง ผมมีเรี่ยวแรงพอที่จะพิมพ์บทสนทนานี้ออกมามากมายหลายบรรทัด ผมสามารถจินตนาการการต่อล้อต่อเีถียงที่พร่ำเพรื่อนี้ได้เป็นฉากๆ หากแต่ว่า ผมไม่ยอมใส่ตัวเลขซักตัวในประโยคเหล่านี้แม้แต่ตัวเดียว
 
แทนที่ผมจะสมมุติตัวเลขโง่ๆขึ้นมาสักจำนวนหนึ่ง ผมกลับใช้สัญลักษณ์ xxx นั่นก็เพราะผมขี้เกียจคิดเลข ผมกำลังโชว์ศักยภาพในการจินตนาการภายใต้การทำงานของสมองซีกขวา แต่กลับละเลยเรื่องง่ายๆโง่ๆ อย่างการใส่ตัวเลขลงไป เนื่องเพราะนั่นมันเรื่องของสมองซีกซ้าย มันไม่เกี่ยวกับผม ผมไม่คิด ใครอยากคิดไปคิดเอาเอง
 
ฉะนั้น อย่าแปลกใจหากท่านเจอบุคคลประเภทนี้ กำลังทำหน้าด้าน ไม่ยอมคิดเลข แล้วเกี่ยงงอนอย่างสุดชีวิตให้ใครก็ได้เป็นคนคิด วิธีรับมือเพียงอย่างเดียวก็คือหยิบามือถือขึ้นมาแล้วกดเครื่องคิดเลขซะ ไม่งั้นเกมการแข่งกันโง่ก็จะไม่มีวันจบสิ้น
 
หรือถ้าหากมันเข้าตัว พบว่าท่านก็มีพฤติกรรมเหล่านี้เสียเอง จงเลิกซะ นั่นเพราะเกี่ยงกันให้ตายสุดท้ายก็ต้องจ่ายตังอยู่ดี มันเป็นความจริงที่หนีไม่พ้น
 
แล้วท่านก็จะพบว่าการคิดเลขง่ายๆ นอกจากจะช่วยฝึกสมองแล้ว จะช่วยท่านประหยัดเวลาทานข้าวไปอีกมากโขเลยทีเดียว
 
...

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

มันเป็นเวลาย่อยบุฟ กินเสร็จลุกเลยมันลุกไม่ไหว

#2 By LiTTLe on 2010-12-16 22:44

5555555
เป็นคล้ายกันเลยค่ะ แต่โชคดีเพื่อนคิดเลขเก่งและไวมากๆ ตัวเองไม่ใช่ไม่ยอมคิดค่ะ แต่คิดแล้วคิดผิดทุกที ถ้าไม่เกินก็ขาด sad smile

แต่ถ้าไปกับคนอื่นที่ไม่ใช่เพื่อนคนนั้นตอนสั่งอาหารจะมองกวาดๆราคาอาหารเอาไว้แล้ว เลยพอมีภาพรวมๆเอาไว้ก่อน พอบิลมามือถือทันทีค่ะ ไม่เสียเวลาทุกคนด้วย

พยายามหัดคิดเลขมากๆ แต่เป็นคนคิดได้ช้าแถมยังผิดอีกด้วย...cry

#3 By a passer-by (46.22.16.161) on 2010-12-18 09:47