parallel universe

posted on 10 May 2009 04:24 by peach69  in Story

พวกเขาสงสัยกันว่าผมหายไปจากที่นั่นได้อย่างไร

ผมทำตลกใส่บอกว่ามีที่ไหนคนจะหายตัวได้ แต่ไม่มีใครตลกไปกับผมด้วย พวกเขาปั้นหน้าเคร่งเครียด หนึ่งในนั้นเป็นสตรีรูปร่างท้วมค่อนข้างมีอายุหน่อย มองผมด้วยสายตาตำหนิติเตียนเ่ช่นเดียวกับครูเวลาจะตีเด็ก ก่อนที่จะยื่นหลักฐานที่ทำให้ผมพูดไม่ออก

ในถุงพลาสติกนั้นมีม้วนวีดีโอเทปอยู่สามม้วน ทั้งสามม้วนอัดจากกล้องวงจรปิดสามตัวที่ติดตั้งในห้องที่กักขังผมก่อนหน้านี้ อันที่จริงแล้วห้องที่ว่านั่นคือห้องที่อยู่ข้างๆห้องที่ผมอยู่ปัจจุบันนี่เอง แต่ในห้องปัจจุบันนี้มีพื้นที่มากกว่า โต๊ะทำงานมากกว่า คอกพนักงานมากกว่า คนมากกว่า และผมกำลั่งนั่งอยู่ที่โต๊ะประชุม รายรอบไปด้วยสายตานับสิบคู่ที่คาดคั้นจะเอาคำตอบจากผมให้ได้ บ้างนั่งบ้างยืนท้าวเอวกอดอก มันเป็นภาวะที่กดดันสิ้นดี

ภาพในเทปนั้นเป็นผมกำลังนั่งจับเจ่าอยู่ที่โต๊ะตัวเองในห้องแคบ ท่าทางงุ่นง่านเหมือนคนไม่รู้จะทำอะไรดี หมุนเก้าอี้ไปมา แคะขี้มูก นั่งท้าวคาง ไม่รู้จะดูกันเพื่อให้ได้อะไรขึ้นมา พอผมเริ่มสมเพชตัวเองได้ที่แล้วตัวผมในเทปพลันลุกขึ้นยืน แล้วอยู่ดีๆก็หายวับไปจากตรงนั้น

สามสี่คนที่ดูเทปอยู่ละสายตามามองผมด้วยความรู้สึกตำหนิติเตียนแบบเมื่อครู่ คนที่เหลือยังนั่งจ้องเทปดูว่าผมจะโผล่มาเมื่อไหร่อีท่าไหน ผู้หญิงท้วมคนแรกจะบอกว่าผมไม่โผล่มาอีกแล้วในเทปนี้ ต้องดูเทปต่อไป พวกนั้นถึงจะพยักหน้าหงึกๆ พลางเร่งรัดให้เปลี่ยนเทป

ในเทปม้วนที่สองเป็นภาพห้องห้องเดิมในมุมอีกมุมหนึ่ง คาดว่ากล้องจะตั้งคนละตำแหน่งกัน เทปม้วนนี้ไม่มีผมนั่งจับเจ่า เป็นภาพห้องเปล่าๆ เงียบอยู่ประมาณสามสี่นาทีก็มีผมโผล่ขึ้นมาในสภาพที่กำลังยืนอยู่ ท่าเดียวกันกับตอนที่หายตัวไปในเทปม้วนที่แล้ว

ในเทปม้วนนี้ผมเดินตรงไปที่ประตูห้อง บิดลูกบิดจะเปิดออกแต่พบว่ามันล็อคอยู่ หลังจากนั้นก็เป็นภาพผมกำลังง่วนอยู่กับการหาทางเปิดประตูห้อง ทั้งคุ้ยลิ้นชักมั่วหากุญแจ เคาะประตูเอย ทุบกระจกเอย เอาหัวโขกประตูเล่นบ้างก็มี ไม่รู้จะนั่งดูให้มันได้อะไรขึ้นมาอีกเหมือนกัน ผมดูไปอดขำตัวเองไปไม่ได้ น่าแปลกที่ไม่มีใครขำด้วยยังปั้นหน้าเครียดกันอยู่เหมือนเดิม ดูเหมือนว่ากับคนพวกนี้ผมยิ่งทำตลกเท่าไหร่ยิ่งทำให้มันรู้สึกเหมือนผมไปเหยียบส้นตีนบิดามารดามันมากเท่านั้น พวกเขาอาจลืมไปว่าส้นตีนมันเหยียบกันไม่ได้ปรกติเขาเหยียบกันแต่ปลายตีน

เทปม้วนนี้มาจบลงตรงที่ผมหมดความพยายามที่จะเปิดประตู นั่งกองแผละอยู่ตรงหน้าประตูนั้น แล้วผมก็หายวับไปกับตาอีกครั้งหนึ่ง

เทปม้วนที่สามไม่ต้องดูก็คงจะเดาออกว่าอยู่ดีๆผมก็โผล่ขึ้นมาท่าเดียวกับตอนนั่งแผละในเทปม้วนที่แล้ว ในเทปม้วนนี้ผมดูจะมีสติมากกว่าเดิม ผมเลิกยุ่งกับประตูและปีนขึ้นโต๊ะมุดลอดออกไปทางช่องแอร์ และการฉายหนังสั้นไตรภาคโดยมีผมเป็นตัวละครเอกก็จบลงเพียงแค่นั้น

และทีนี้ทุกสายตาก็กลับมาจ้องที่ผม

คนที่ยิงคำถามแรกเป็นชายสูงอายุ หัวโล้นๆใส่สูทใส่แว่นตลกๆ เขาถามว่าผมทำอย่างนั้นได้อย่างไร ผมบอกไปตามความจริงว่าอันที่จริงแล้วจักรวาลนี้ไม่ได้อยู่โดดๆ แต่มีมิติคู่ขนานซ้อนทับกันอยู่หลายชั้นบางมิติใช้สถานที่ร่วมกัน บางมิติใช้เวลาร่วมกัน สิ่งที่ผมทำให้เทปนี้คือการกระโดดจากมิติหนึ่งไปสู่อีกมิติหนึ่งบนเงื่อนไขที่มีสถานที่เดียวกัน เวลาแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่าผมไม่ได้หายไปไหน ผมเพียงอยู่ที่เดิมแต่อยู่คนละเวลาเท่านั้น

ดูท่าทางแล้วชายคนนี้ค่อนข้างจะสนใจในสิ่งที่ผมอธิบายพอสมควร เขายังถามต่อไปอีกว่ามิติที่ซ้อนทับกันนี้มีัลักษณะเป็นอย่างไร เงื่อนไขในการกระโดดข้ามดังที่ผมทำนี้ยังมีปัจจัยอะไรที่เกี่ยวเนื่องอีกบ้าง ยังมีวิธีใดอีกที่สามารถทำให้ตัวเองหายไปกับตาอย่างนี้ได้ ผมค่อยๆตอบทีละคำถามตามความสัตย์จริงทุกประการ

คนที่มีทีท่าว่าเข้าใจสิ่งที่ผมพูดเริ่มนั่งฟังอย่างใจจดใจจ่อ ส่วนบางคนที่เห็นว่ามันไร้สาระก็ลุกออกไปจากห้องตั้งแต่แรกแล้ว

การซักถามดำเนินมาเนิ่นนานจนถึงคำถามสุดท้าย... สิ่งต่างๆที่ผมทำเหล่านี้ ผมทำทำไม

ผมหยุดนิ่ง สำหรับคำถามนี้ผมตอบไม่ได้ ดูเหมือนจะเป็นคำถามที่ยากที่สุดที่ถามขึ้นมาในห้องนี้ ผมบอกไปตามตรงว่าสำหรับคำถามนี้ผมยังตอบในทันทีไม่ได้ ต้องใช้เวลาคิดทบทวนมัน

ชายชราใส่แว่นคนนั้นบอกให้ทุกคนออกจากห้องนี้ไปก่อน ทิ้งไว้แต่เพียงผมและเขาสองต่อสอง และให้เวลาผมครุ่นคิดเต็มที่่

นานมาแล้วเคยมีคนถามผมด้วยคำถามแปลกๆอย่างหนึ่ง เขาให้ผมจินตนาการว่าผมเป็นนักพันธุศาสตร์ชื่อดังที่กำลังค้นคว้าหาวิธีปลูกพืชในทะเลทราย ด้วยความมุมานะผมพยายามจนสามารถเพาะเมล็ดพันธุ์พืชใหม่ขึ้นมาชนิดหนึ่ง เป็นเมล็ดพันธุ์พืชที่มีโอกาสเติบโตขึ้นในทะเลทรายได้

และแล้วก็ถึงเวลาทดลอง เขาถามว่าเมื่อทดลองเอาเมล็ดไปปลูกในทะเลทรายจริงๆ ในจำนวนหนึ่งร้อยเมล็ดคิดว่าจะมีซักกี่เมล็ดที่สามารถเติบโตเป็นต้นไม้ขึ้นมาได้

คำตอบของผมคือ 0 

อันที่จริงแล้วคำถามนี้เป็นคำถามเชิงจิตวิทยา จำนวนเมล็ดที่งอกเงยขึ้นมานั้นแสดงถึงความมั่นใจในตัวเองของผู้ตอบ หากตอบว่าร้อย แสดงว่าผู้ตอบมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมถึงขั้นหลงตัวเอง ตัวเลขยิ่งมากยิ่งมั่นใจมาก ตัวเลขยิ่งน้อยยิ่งมั่นใจน้อย แต่คนที่ตอบว่า 0 นั้นเป็นกรณีที่แตกต่างออกไป

สำหรับคำตอบของผมมันมีความหมายเป็นนัยกลับ  ในโฉมหน้าที่แสดงออกว่าเป็นคนไร้ความมั่นใจในตัวเองอย่างรุนแรงนั้นแท้จริงแล้วผมเป็นคนหยิ่งทระนงอย่างสมบูรณ์แบบ ผมแสดงออกว่าปัญหาที่อยู่ตรงหน้านั้นมันยากเกินไปเสมอ ผมตีค่าอุปสรรคเกินความจริงทั้งที่อันที่จริงแล้วผมไม่เคยแม้แต่จะพยายามด้วยซ้ำ

ผมเงยหน้าขึ้นมาสบตากับชายชราใส่แว่นที่กำลังถามผมอยู่ ณ ตอนนี้ ผมบอกว่าผมมีคำตอบสำหรับคำถามของเขาแล้ว

ผมตอบว่าสาเหตุที่ผมทำในสิ่งที่ผมทำลงไปนั้น เพียงเพราะว่าผมทำได้

เขาถามกลับว่าผมรู้หรือไม่ว่าำกำลังทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ผมตอบว่าผมรู้ตัวดี และอธิบายให้เขาฟังว่ามันจำเป็นต่อผมมากแค่ไหน ที่ผมต้องแสดงให้เห็นว่าในบางที่ผมต้องทำสิ่งที่ไม่ควรทำเพียงเพราะผมสามารถทำได้

ชายคนนั้นดูเหมือนจะเข้าใจ เขาบอกกับผมว่าอย่าทำเช่นนั้นอีก และเดินออกจากห้องไปเหลือไว้เพียงผมคนเดียว

ผมนั่งอยู่คนเดียวสักพักในห้องประชุมกับโต๊ะเก้าอี้ที่ว่างเปล่า ผมสังเกตเห็นแต่แรกแล้วว่าในห้องนี้มีกล้องวงจรปิดที่บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดไว้ตั้งแต่ต้น ผมนึกถึงเรื่องราววุ่นวายที่ผ่านมานี้

และแล้วผมก็หายไปจากที่นั่น และไม่ปรากฎตัวในที่ใด เวลาใดอีกเลย

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

wink

#1 By I N N O C E N T ! ! ! on 2009-05-10 13:50

embarrassed

#2 By MUU (118.172.123.25) on 2009-05-11 12:21

เล่าเรื่องย่อให้ฟังหน่อย

#3 By T__________T on 2009-05-11 21:00

Hot!
เรื่องเจ๋งเขียนแจ๋วคัฟopen-mounthed smile

#4 By N.P on 2009-05-13 21:02

Share/Save/Bookmark