หมีแพนด้า ภาค4
posted on 30 Mar 2009 22:58 by peach69 in Story
ตอนนี้แหละ เป็นเวลาที่ทุกอย่างจะระเบิด
รสบัสสองคันพุ่งประสานงากันอย่างรุนแรงตรงจุดเลี้ยวโค้งอันตราย ซ้ายเป็นผาชัน ขวาเป็นเหวลึก นับเป็นพระประสงค์อันดีงามของพระเจ้าที่ยับยั้งไม่ให้รถสองคันนั้นพุ่งดิ่งลงเหว หรือชนโครมเข้ากับหน้าผา
หากแต่ยังไม่ดีพอ หนึ่งในสองนั้นด้านหน้ายุบเข้าไปทั้งคัน คนขับกลายเป็นเศษเนื้อ ประตูหน้าพังติดกับผนังเป็นเศษเหล็ก ไฟกำลังลุก น้ำมันกำลังท่วม ผู้คนในรถกรีดร้องสับสน ทางออกทางเดียวคือหน้าต่างด้านหลังที่ถูกทุบแตก รายรอบด้วยเศษกระจกอาบเลือดเหล่าผู้เคราะห์ร้ายที่เอาชีวิตรอด
อีกคันหนึ่งมีสภาพอเนจอนาจไม่แตกต่างกัน หากแต่เพียงรถคันนั้นว่างเปล่า คนขับเสียชีวิต ที่เหลือมีเพียงผมที่กำลังครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่ที่เบาะหลัง
สำรวจตัวเองพบว่าไม่มีบาดแผลร้ายแรง เพียงรอยถลอกตามร่างกาย ศรีษะที่วิงเวียนไม่รู้ที่สิ้นสุด และข้อเท้าที่ปวดระบมบวมเป่งเท่าลูกมะนาว
ผมขยับตัวไปที่หน้าต่าง เปิดมันออก เพื่อที่จะพบว่าข้อเท้าตัวเองติดอยู่ที่ใต้เก้าอี้ และไม่สามารถออกไปได้
บุหรี่ที่พกมาคงถูกผมล้มกลิ้งทับ มันบี้แบนและก้นกรองหักไปหมดทุกตัว ผมดึงก้นกรองทิ้งจุดสูบอย่างไม่แยแส ชั่วขณะนี้ผมคิดอะไรไม่ออก อันที่จริงคือไม่อยากจะคิดเสียมากกว่า นับว่ายังโชคดีที่ผมไม่ไปอยู่ในรถอีกคัน หากต้องเจอความวุ่นวายเช่นนั้นผมคงเป็นคนที่จะระเบิดรถเสียเอง
ก่อนหน้านี้สองชั่วโมงผมเป็นคนที่กำลังจะกลับบ้าน พร้อมกับความท้อแท้สิ้นหวังและคุกกี้หมีแพนด้ากล่องหนึ่ง สองสิ่งนี้ไม่เกี่ยวข้องกันเพียงแค่บังเอิญเป็นเพื่อนร่วมทางของผมในการเดินทางครั้งนี้
คนขับตีรถเปล่ากลับ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ผมขอติดรถเขามาโดยทำเป็นลืมๆไปกับอาการเมาเหวี่ยงและเหล้าขาวอีกสองขวดข้างที่นั่งคนขับ
ผมไม่ทันเห็นจังหวะที่รถสองคันประสานงากัน คิดๆไปแล้วก็น่าเสียดาย ชีวิตหนึ่งจะมีสักกี่ครั้งที่จะได้เจออะไรแบบนี้กับตัวเอง แต่ผมหลับ.. มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
ใครบางคนจากรถอีกคันมาตะโกนโหวกเหวกใกล้ๆหน้าต่างผม คาดว่าทางโน้นคงทยอยช่วยเหลือกันออกมาได้ระดับหนึ่งแล้ว บางคนว่างพอที่จะมาดูความเรียบร้อย(อันที่จริงคือความเสียหาย) ของรถคันนี้ พอเจอผมเข้าคงหวังดีอยากจะช่วยออกไป
ผมปิดหน้าต่างหนี พร้อมกับดับบุหรี่ ไม่ใช่เพราะกลัวติดไฟ แต่ผมไม่ชอบควันบุหรี่
มีคนบางประเภทที่สูบบุหรี่ แต่ไม่ชอบควันบุหรี่ และเพราะเหม็นควันบุหรี่จึงต้องควักบุหรี่ขึ้นมาสูบ ชีวิตคนเราก็เป็นแบบนี้
ผมเพิ่งพบว่าอันที่จริงแล้วเท้าข้างที่ผมติดอยู่ใต้เก้าอี้นั้นมันไม่ได้ติดอะไรเลย แม้ถูกกระแทกบวมเป่ง แต่แค่ขยับอีกสองสามทีเสียสละรองเท้าไปข้างผมก็ออกมาจากตรงนั้นได้
มีคนพยายามปีนขึ้นรถมาช่วยผมอีก ในเมื่อผมสามารถเดินได้แล้วจึงไปหยิบกล่องคุกกี้หมีแพนด้ามา เปิดกระจกและเขวี้ยงใส่หน้าไอ้พวกนั้นพร้อมกับยืนยันว่าผมไม่ไปไหนทั้งสิ้น
เพียงเสียดายที่ไม่สามารถเขวี้ยงความสิ้นหวังของผมตามไปด้วย
ก่อนที่อะไรๆจะวุ่นวายไปมากกว่านี้ ผมตัดสินใจเดินไปที่ส่วนหน้าคันรถ ตรงที่ยับเยินจากการประสานงา ดูแล้วพบว่ากระจกหน้าทั้งสองคันแตกหล่นหายไปหมด ส่วนหน้ารถทั้งสองคันพังยับยู่เข้าหากันจนแทบจะกลายเป็นรถคันเดียว กองเศษซากกระจายระเกะระกะ ทั้งซากคนและซากรถ หากผมจะข้ามไปอีกคันจะต้องค่อยๆปีนข้ามซากเหล่านั้นไป และต้องระวังกับกองไฟเล็กๆแต่อันตรายอีกกองหนึ่ง
ทั้งหมดไม่ใช่ปัญหาอะไร หากแต่จังหวะที่ผมกระโดดออกจากรถคันเดิมนั้นดันลืมไปว่าข้อเท้าตัวเองเจ็บอยู่ จึงล้มขลุกขลัก สภาพไม่ต่างจากกล่องกระดาษลังเก่าๆที่ถูกโยนกลิ้งลงบันได หลังจากทรงตัวขึ้นมานั่งก็ได้แต่หัวเราะสมเพชตัวเอง
หันไม่มองรอบข้างผมไม่พบใครที่น่าจะมีชีวิตรอด ไม่แน่บางทีไอ้ซากที่นอนๆอยู่อาจจะยังไม่ตายแต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องของผม แปลกใจแต่เพียงชายแก่คนหนึ่งนั่งซุกหัวเข่าตัวเองสะอึกสะอื้นอยู่
"วันนี้เป็นวันที่ภรรยาของผมตาย ผมช่วยเธอไม่ได้ ผมย้อนเวลาครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้ว แต่ทุกครั้ง ไม่ว่าจะป้องกันอย่างไรก็มีเหตุการณ์ใหม่มาทำให้เธอตายวันนี้อยู่ดี ย้อนเวลาครั้งหนึ่งต้องรออีกสิบปี สามสิบปีแล้ว สามสิบปีที่ผมยังช่วยเธอไม่ได้.."
ชายแก่นั้นเล่าให้ฟังทั้งๆที่ผมไม่ได้ถาม เรื่องของเขามันเหลือเชื่อจนผมไม่คิดว่าเป็นความจริง แต่มันจะมีประโยชน์อะไรเขาอาจเป็นชายเสียสติธรรมดาๆก็ได้
"รถกำลังจะระเบิด คุณรีบลงจากรถดีกว่า อย่างน้อยรักษาชีวิตไปอีกสิบปีข้างหน้าอาจช่วยภรรยาคุณสำเร็จก็ได้" ผมเตือนสติเขาไม่ใช่เพราะหวังดี แต่เป็นการตัดรำคาญ
"แล้วทำไมคุณถึงยังไม่ลงจากรถ" เขาย้อนถาม
คำถามนี้ผมไม่อาจตอบได้ มีเหตุผลนานับประการที่ผมสมควรจะลงจากรถได้แล้ว เท้าผมไม่ได้ติด หน้าต่างไม่ได้ล็อค รถกำลังจะระเบิด หากแต่เพียง..
"ผมยังไม่อยากลง"
เป็นคำตอบที่ดื้อด้านที่สุดในสถานการณ์แบบนี้
"ผมเข้าใจความรู้สึกนั้น ผมเสียเวลามาสามสิบปีเพียงเพื่อจะพบกับความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภรรยาผมตาย ชีวิตผมไม่เหลืออะไร แต่คุณต่างออกไป คุณยังมีชีวิตอยู่ข้างนอกนั่น ไม่ว่าคุณจะประสบอะไรมาก็ตามคุณรู้อยู่แก่ใจว่าการปล่อยตัวเองให้ระเบิดไปพร้อมกับรถมันไม่ใช่ทางเลือกของคุณ"
"คุณทำได้แต่ผมห้ามทำอย่างนั้นเหรอ"
"ใช่ คุณก็รู้ว่าสถานภาพเราต่างกัน"
ผมจนปัญญา ไม่คิดด้วยซ้ำว่าเวลาแบบนี้ยังต้องมานั่งเถียงกับใครไม่รู้ที่ย้อนเวลามาจากอนาคต แล้วยังทำหน้าทำตาว่าเข้าใจทุกอย่าง ยิ่งคุยไปคุยมากลายเป็นว่าเรากำลังเกี่ยงกันลงจากรถไปซะแล้ว
ผ่านความเงียบไปสักครู่หนึ่ง เขาก็ยื่นข้อเสนอพิลึกพิลั่นออกมา
"เอาอย่างนี้ ถ้าคุณยอมลงจากรถก่อนผมจะลงตามไปด้วย"
"ไม่ คุณลงก่อน แล้วผมค่อยตามไป" แม้กระทั่งเรื่องแบบนี้ ผมก็ยังไม่ยอมเสียเปรียบ
เขาเดินนำ ผมค่อยๆพาร่างกะเผลกๆไปที่ท้ายรถ ตรงที่มีคนทุบกระจกหลังไว้นานแล้ว จากตรงนี้ปีนขึ้นเบาะหลังแล้วกระโดดลงไปก็จะเป็นอิสระจากรถคันนี้
ผมกับเขายืนคู่กันบนเบาะหลัง ฝูงคนด้านล่างยังไม่ไปไหน คอยส่งเสียงเชียร์ให้กระโดด ชายฉกรรจ์สามสี่คนมายืนออกันรอรับคนที่จะกระโดดลงไปก่อน อันที่จริงความสูงเพียงแค่นี้ผมไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องโอเวอร์กันขนาดนั้น แต่ไม่เป็นไร พวกเขาคงดีใจที่จะได้เห็นคนรอดชีวิตเพิ่มมากขึ้นอีก แม้เพียงสองคนก็ยังดี
ผมกับเขาสบตากัน ผมผายมือเป็นเชิงว่าเชิญให้เขาโดดลงไปก่อน เขาพยักหน้ายิ้มให้ผมแล้วกล่าวว่า "เจอกันข้างล่าง"
มันเป็นเรื่องง่ายกว่าที่คิด เขากระโดด คนข้างล่างรับ ถามไถ่กันถึงอาการบาดเจ็บ จอแจกันชั่วขณะหนึ่งเขาก็หันมาทางผม กวักมือเรียกให้ตามลงไป ฝูงคนข้างล่างก็เริ่มหันมาเชียร์ทางผมมากขึ้นเรื่อยๆ
ผมละสายตาจากด้านล่างหันกลับเข้ามาในรถ บัดนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆนอกจากผมอีกแล้ว ทิ้งไว้เพียงซากคน ซากรถหักพัง
ที่ปลายขอบฟ้าเริ่มมีแสงเรืองรองขึ้นมาบ้าง เวลาใกล้เช้าเต็มที มีรถมาสมบทหลายคัน ญาติพี่น้องบางคนที่อยู่ใกล้เคียงคงเริ่มมาถึงกันแล้ว บางคนยังนั่งรอ และอีกหลายคนยังโหวกเหวกอยู่ข้างล่างเรียกให้ผมกระโดด
ผมชูนิ้วกลางใส่พวกนั้นแล้วหันหลังกลับ
ผมรู้สึกได้ถึงสายตาผิดหวังอย่างรุนแรงของชายแก่คนนั้น ที่ผมทำผิดสัญญาอย่างดื้อด้าน ตบท้ายด้วยเสียงก่นด่าจากฝูงชน ผมมาทรุดลงนั่งที่กลางคันรถใกล้ๆกับซากคนขับและผู้โดยสารที่เสียชีวิตแล้ว
ความหิวเริ่มทวีความรุนแรง น่าแปลกที่จนบัดนี้แล้วรถยังไม่ระเบิด ไฟยังลุกอยู่ น้ำมันยังท่วมอยู่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรรถคันนี้ยังอยู่ได้และมีทีท่าว่าจะอยู่ต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งในกรณีนี้ผมไม่อาจทำอะไรนอกจากนั่งรอ
คิดไปแล้วก็เสียดาย หากผมไม่เขวี้ยงกล่องคุกกี้ทิ้งตอนนี้อาจมีอะไรรองท้องบ้าง
ผ่านไปเนิ่นนาน ผู้คนเลิกสนใจผมแล้ว คนส่วนใหญ่ทยอยกันเดินออกจากที่นี่ไปแล้ว สถานการณ์สงบลง ชั่วครู่ต่อมารถดับเพลิงและหน่วยกู้ภัยเพิ่งจะมาถึง
สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือดับไฟ ดับโอกาสที่รถนี้จะระเบิด หน่วยกู้ภัยมาขนซากศพออกไปพร้อมกับไล่ผมให้ออกจากสถานที่ปฏิบัติงานของเขา ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมไปแต่โดยดี
ผมออกจากรถมานั่งพิงข้างทาง ดูความชุลมุนอันไร้ประโยชน์ที่เกิดจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ คนที่ควรส่งโรงพยาบาลก็ถูกส่งไปแล้ว คนที่ใกล้ตายก็ตายไปนานแล้ว รถดับเพลิงหลังจากดับไฟกองเล็กเท่าค่ายลูกเสือก็ไม่ได้ทำอะไรอีก
ผมลุกหนีออกมาทันทีที่เห็นรถนักข่าวคันแรก เดินตามทางลงเขาไป หากเหนื่อยเมื่อไหร่ค่อยโบกรถ หวังว่าจะไม่โบกเจอรถนักข่าวเข้า
เดินออกมาไม่เกินห้าร้อยเมตรผมพบกับคนผู้หนึ่ง ชายแก่ที่ย้อนเวลามานั่นแหละ เขาดักอยู่ข้างหน้า ดูท่าทางจะรอโบกรถเหมือนกัน
"คุณยังไม่ตาย" ไม่รู้ว่าเขาถามผมหรือประชดประชัน
"อืม มีรถดับเพลิงมาพอดี"
"ทำไมตอนนั้นคุณไม่กระโดด"
เขาถามจี้ใจดำผม ผมอึ้งไป ไม่รู้จะตอบว่าอะไร
"ผมบอกคุณแล้ว การปล่อยตัวเองให้ระเบิดไปกับรถมันไม่ใช่ทางเลือกของคุณ"
"ถูกของคุณ"
"แล้วนี่คุณจะไปทำอะไรต่อ" เขาถามด้วยคำถามยากอีกแล้ว
"กลับบ้าน" ผมตอบอย่างขอไปที
"ขอให้คุณโชคดี จำเหตุการณ์ในวันนี้ไว้แล้วกลับไปไตร่ตรองให้ดี ไม่ว่าคุณจะนั่งในรถคันนั้นนานเท่าไหร่สุดท้ายก็ต้องออกมา นั่นคือชีวิต"
ผมไหว้เขาแล้วสาธุเจริญพรใส่ เขามองผมด้วยสายตาผิดหวังอีกครั้งก่อนที่จะกางปีกสีขาวสยายออก และบินหายไปในกลีบเมฆ
รสบัสสองคันพุ่งประสานงากันอย่างรุนแรงตรงจุดเลี้ยวโค้งอันตราย ซ้ายเป็นผาชัน ขวาเป็นเหวลึก นับเป็นพระประสงค์อันดีงามของพระเจ้าที่ยับยั้งไม่ให้รถสองคันนั้นพุ่งดิ่งลงเหว หรือชนโครมเข้ากับหน้าผา
หากแต่ยังไม่ดีพอ หนึ่งในสองนั้นด้านหน้ายุบเข้าไปทั้งคัน คนขับกลายเป็นเศษเนื้อ ประตูหน้าพังติดกับผนังเป็นเศษเหล็ก ไฟกำลังลุก น้ำมันกำลังท่วม ผู้คนในรถกรีดร้องสับสน ทางออกทางเดียวคือหน้าต่างด้านหลังที่ถูกทุบแตก รายรอบด้วยเศษกระจกอาบเลือดเหล่าผู้เคราะห์ร้ายที่เอาชีวิตรอด
อีกคันหนึ่งมีสภาพอเนจอนาจไม่แตกต่างกัน หากแต่เพียงรถคันนั้นว่างเปล่า คนขับเสียชีวิต ที่เหลือมีเพียงผมที่กำลังครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่ที่เบาะหลัง
สำรวจตัวเองพบว่าไม่มีบาดแผลร้ายแรง เพียงรอยถลอกตามร่างกาย ศรีษะที่วิงเวียนไม่รู้ที่สิ้นสุด และข้อเท้าที่ปวดระบมบวมเป่งเท่าลูกมะนาว
ผมขยับตัวไปที่หน้าต่าง เปิดมันออก เพื่อที่จะพบว่าข้อเท้าตัวเองติดอยู่ที่ใต้เก้าอี้ และไม่สามารถออกไปได้
บุหรี่ที่พกมาคงถูกผมล้มกลิ้งทับ มันบี้แบนและก้นกรองหักไปหมดทุกตัว ผมดึงก้นกรองทิ้งจุดสูบอย่างไม่แยแส ชั่วขณะนี้ผมคิดอะไรไม่ออก อันที่จริงคือไม่อยากจะคิดเสียมากกว่า นับว่ายังโชคดีที่ผมไม่ไปอยู่ในรถอีกคัน หากต้องเจอความวุ่นวายเช่นนั้นผมคงเป็นคนที่จะระเบิดรถเสียเอง
ก่อนหน้านี้สองชั่วโมงผมเป็นคนที่กำลังจะกลับบ้าน พร้อมกับความท้อแท้สิ้นหวังและคุกกี้หมีแพนด้ากล่องหนึ่ง สองสิ่งนี้ไม่เกี่ยวข้องกันเพียงแค่บังเอิญเป็นเพื่อนร่วมทางของผมในการเดินทางครั้งนี้
คนขับตีรถเปล่ากลับ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ผมขอติดรถเขามาโดยทำเป็นลืมๆไปกับอาการเมาเหวี่ยงและเหล้าขาวอีกสองขวดข้างที่นั่งคนขับ
ผมไม่ทันเห็นจังหวะที่รถสองคันประสานงากัน คิดๆไปแล้วก็น่าเสียดาย ชีวิตหนึ่งจะมีสักกี่ครั้งที่จะได้เจออะไรแบบนี้กับตัวเอง แต่ผมหลับ.. มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
ใครบางคนจากรถอีกคันมาตะโกนโหวกเหวกใกล้ๆหน้าต่างผม คาดว่าทางโน้นคงทยอยช่วยเหลือกันออกมาได้ระดับหนึ่งแล้ว บางคนว่างพอที่จะมาดูความเรียบร้อย(อันที่จริงคือความเสียหาย) ของรถคันนี้ พอเจอผมเข้าคงหวังดีอยากจะช่วยออกไป
ผมปิดหน้าต่างหนี พร้อมกับดับบุหรี่ ไม่ใช่เพราะกลัวติดไฟ แต่ผมไม่ชอบควันบุหรี่
มีคนบางประเภทที่สูบบุหรี่ แต่ไม่ชอบควันบุหรี่ และเพราะเหม็นควันบุหรี่จึงต้องควักบุหรี่ขึ้นมาสูบ ชีวิตคนเราก็เป็นแบบนี้
ผมเพิ่งพบว่าอันที่จริงแล้วเท้าข้างที่ผมติดอยู่ใต้เก้าอี้นั้นมันไม่ได้ติดอะไรเลย แม้ถูกกระแทกบวมเป่ง แต่แค่ขยับอีกสองสามทีเสียสละรองเท้าไปข้างผมก็ออกมาจากตรงนั้นได้
มีคนพยายามปีนขึ้นรถมาช่วยผมอีก ในเมื่อผมสามารถเดินได้แล้วจึงไปหยิบกล่องคุกกี้หมีแพนด้ามา เปิดกระจกและเขวี้ยงใส่หน้าไอ้พวกนั้นพร้อมกับยืนยันว่าผมไม่ไปไหนทั้งสิ้น
เพียงเสียดายที่ไม่สามารถเขวี้ยงความสิ้นหวังของผมตามไปด้วย
ก่อนที่อะไรๆจะวุ่นวายไปมากกว่านี้ ผมตัดสินใจเดินไปที่ส่วนหน้าคันรถ ตรงที่ยับเยินจากการประสานงา ดูแล้วพบว่ากระจกหน้าทั้งสองคันแตกหล่นหายไปหมด ส่วนหน้ารถทั้งสองคันพังยับยู่เข้าหากันจนแทบจะกลายเป็นรถคันเดียว กองเศษซากกระจายระเกะระกะ ทั้งซากคนและซากรถ หากผมจะข้ามไปอีกคันจะต้องค่อยๆปีนข้ามซากเหล่านั้นไป และต้องระวังกับกองไฟเล็กๆแต่อันตรายอีกกองหนึ่ง
ทั้งหมดไม่ใช่ปัญหาอะไร หากแต่จังหวะที่ผมกระโดดออกจากรถคันเดิมนั้นดันลืมไปว่าข้อเท้าตัวเองเจ็บอยู่ จึงล้มขลุกขลัก สภาพไม่ต่างจากกล่องกระดาษลังเก่าๆที่ถูกโยนกลิ้งลงบันได หลังจากทรงตัวขึ้นมานั่งก็ได้แต่หัวเราะสมเพชตัวเอง
หันไม่มองรอบข้างผมไม่พบใครที่น่าจะมีชีวิตรอด ไม่แน่บางทีไอ้ซากที่นอนๆอยู่อาจจะยังไม่ตายแต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องของผม แปลกใจแต่เพียงชายแก่คนหนึ่งนั่งซุกหัวเข่าตัวเองสะอึกสะอื้นอยู่
"วันนี้เป็นวันที่ภรรยาของผมตาย ผมช่วยเธอไม่ได้ ผมย้อนเวลาครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้ว แต่ทุกครั้ง ไม่ว่าจะป้องกันอย่างไรก็มีเหตุการณ์ใหม่มาทำให้เธอตายวันนี้อยู่ดี ย้อนเวลาครั้งหนึ่งต้องรออีกสิบปี สามสิบปีแล้ว สามสิบปีที่ผมยังช่วยเธอไม่ได้.."
ชายแก่นั้นเล่าให้ฟังทั้งๆที่ผมไม่ได้ถาม เรื่องของเขามันเหลือเชื่อจนผมไม่คิดว่าเป็นความจริง แต่มันจะมีประโยชน์อะไรเขาอาจเป็นชายเสียสติธรรมดาๆก็ได้
"รถกำลังจะระเบิด คุณรีบลงจากรถดีกว่า อย่างน้อยรักษาชีวิตไปอีกสิบปีข้างหน้าอาจช่วยภรรยาคุณสำเร็จก็ได้" ผมเตือนสติเขาไม่ใช่เพราะหวังดี แต่เป็นการตัดรำคาญ
"แล้วทำไมคุณถึงยังไม่ลงจากรถ" เขาย้อนถาม
คำถามนี้ผมไม่อาจตอบได้ มีเหตุผลนานับประการที่ผมสมควรจะลงจากรถได้แล้ว เท้าผมไม่ได้ติด หน้าต่างไม่ได้ล็อค รถกำลังจะระเบิด หากแต่เพียง..
"ผมยังไม่อยากลง"
เป็นคำตอบที่ดื้อด้านที่สุดในสถานการณ์แบบนี้
"ผมเข้าใจความรู้สึกนั้น ผมเสียเวลามาสามสิบปีเพียงเพื่อจะพบกับความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภรรยาผมตาย ชีวิตผมไม่เหลืออะไร แต่คุณต่างออกไป คุณยังมีชีวิตอยู่ข้างนอกนั่น ไม่ว่าคุณจะประสบอะไรมาก็ตามคุณรู้อยู่แก่ใจว่าการปล่อยตัวเองให้ระเบิดไปพร้อมกับรถมันไม่ใช่ทางเลือกของคุณ"
"คุณทำได้แต่ผมห้ามทำอย่างนั้นเหรอ"
"ใช่ คุณก็รู้ว่าสถานภาพเราต่างกัน"
ผมจนปัญญา ไม่คิดด้วยซ้ำว่าเวลาแบบนี้ยังต้องมานั่งเถียงกับใครไม่รู้ที่ย้อนเวลามาจากอนาคต แล้วยังทำหน้าทำตาว่าเข้าใจทุกอย่าง ยิ่งคุยไปคุยมากลายเป็นว่าเรากำลังเกี่ยงกันลงจากรถไปซะแล้ว
ผ่านความเงียบไปสักครู่หนึ่ง เขาก็ยื่นข้อเสนอพิลึกพิลั่นออกมา
"เอาอย่างนี้ ถ้าคุณยอมลงจากรถก่อนผมจะลงตามไปด้วย"
"ไม่ คุณลงก่อน แล้วผมค่อยตามไป" แม้กระทั่งเรื่องแบบนี้ ผมก็ยังไม่ยอมเสียเปรียบ
เขาเดินนำ ผมค่อยๆพาร่างกะเผลกๆไปที่ท้ายรถ ตรงที่มีคนทุบกระจกหลังไว้นานแล้ว จากตรงนี้ปีนขึ้นเบาะหลังแล้วกระโดดลงไปก็จะเป็นอิสระจากรถคันนี้
ผมกับเขายืนคู่กันบนเบาะหลัง ฝูงคนด้านล่างยังไม่ไปไหน คอยส่งเสียงเชียร์ให้กระโดด ชายฉกรรจ์สามสี่คนมายืนออกันรอรับคนที่จะกระโดดลงไปก่อน อันที่จริงความสูงเพียงแค่นี้ผมไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องโอเวอร์กันขนาดนั้น แต่ไม่เป็นไร พวกเขาคงดีใจที่จะได้เห็นคนรอดชีวิตเพิ่มมากขึ้นอีก แม้เพียงสองคนก็ยังดี
ผมกับเขาสบตากัน ผมผายมือเป็นเชิงว่าเชิญให้เขาโดดลงไปก่อน เขาพยักหน้ายิ้มให้ผมแล้วกล่าวว่า "เจอกันข้างล่าง"
มันเป็นเรื่องง่ายกว่าที่คิด เขากระโดด คนข้างล่างรับ ถามไถ่กันถึงอาการบาดเจ็บ จอแจกันชั่วขณะหนึ่งเขาก็หันมาทางผม กวักมือเรียกให้ตามลงไป ฝูงคนข้างล่างก็เริ่มหันมาเชียร์ทางผมมากขึ้นเรื่อยๆ
ผมละสายตาจากด้านล่างหันกลับเข้ามาในรถ บัดนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆนอกจากผมอีกแล้ว ทิ้งไว้เพียงซากคน ซากรถหักพัง
ที่ปลายขอบฟ้าเริ่มมีแสงเรืองรองขึ้นมาบ้าง เวลาใกล้เช้าเต็มที มีรถมาสมบทหลายคัน ญาติพี่น้องบางคนที่อยู่ใกล้เคียงคงเริ่มมาถึงกันแล้ว บางคนยังนั่งรอ และอีกหลายคนยังโหวกเหวกอยู่ข้างล่างเรียกให้ผมกระโดด
ผมชูนิ้วกลางใส่พวกนั้นแล้วหันหลังกลับ
ผมรู้สึกได้ถึงสายตาผิดหวังอย่างรุนแรงของชายแก่คนนั้น ที่ผมทำผิดสัญญาอย่างดื้อด้าน ตบท้ายด้วยเสียงก่นด่าจากฝูงชน ผมมาทรุดลงนั่งที่กลางคันรถใกล้ๆกับซากคนขับและผู้โดยสารที่เสียชีวิตแล้ว
ความหิวเริ่มทวีความรุนแรง น่าแปลกที่จนบัดนี้แล้วรถยังไม่ระเบิด ไฟยังลุกอยู่ น้ำมันยังท่วมอยู่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรรถคันนี้ยังอยู่ได้และมีทีท่าว่าจะอยู่ต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งในกรณีนี้ผมไม่อาจทำอะไรนอกจากนั่งรอ
คิดไปแล้วก็เสียดาย หากผมไม่เขวี้ยงกล่องคุกกี้ทิ้งตอนนี้อาจมีอะไรรองท้องบ้าง
ผ่านไปเนิ่นนาน ผู้คนเลิกสนใจผมแล้ว คนส่วนใหญ่ทยอยกันเดินออกจากที่นี่ไปแล้ว สถานการณ์สงบลง ชั่วครู่ต่อมารถดับเพลิงและหน่วยกู้ภัยเพิ่งจะมาถึง
สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือดับไฟ ดับโอกาสที่รถนี้จะระเบิด หน่วยกู้ภัยมาขนซากศพออกไปพร้อมกับไล่ผมให้ออกจากสถานที่ปฏิบัติงานของเขา ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมไปแต่โดยดี
ผมออกจากรถมานั่งพิงข้างทาง ดูความชุลมุนอันไร้ประโยชน์ที่เกิดจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ คนที่ควรส่งโรงพยาบาลก็ถูกส่งไปแล้ว คนที่ใกล้ตายก็ตายไปนานแล้ว รถดับเพลิงหลังจากดับไฟกองเล็กเท่าค่ายลูกเสือก็ไม่ได้ทำอะไรอีก
ผมลุกหนีออกมาทันทีที่เห็นรถนักข่าวคันแรก เดินตามทางลงเขาไป หากเหนื่อยเมื่อไหร่ค่อยโบกรถ หวังว่าจะไม่โบกเจอรถนักข่าวเข้า
เดินออกมาไม่เกินห้าร้อยเมตรผมพบกับคนผู้หนึ่ง ชายแก่ที่ย้อนเวลามานั่นแหละ เขาดักอยู่ข้างหน้า ดูท่าทางจะรอโบกรถเหมือนกัน
"คุณยังไม่ตาย" ไม่รู้ว่าเขาถามผมหรือประชดประชัน
"อืม มีรถดับเพลิงมาพอดี"
"ทำไมตอนนั้นคุณไม่กระโดด"
เขาถามจี้ใจดำผม ผมอึ้งไป ไม่รู้จะตอบว่าอะไร
"ผมบอกคุณแล้ว การปล่อยตัวเองให้ระเบิดไปกับรถมันไม่ใช่ทางเลือกของคุณ"
"ถูกของคุณ"
"แล้วนี่คุณจะไปทำอะไรต่อ" เขาถามด้วยคำถามยากอีกแล้ว
"กลับบ้าน" ผมตอบอย่างขอไปที
"ขอให้คุณโชคดี จำเหตุการณ์ในวันนี้ไว้แล้วกลับไปไตร่ตรองให้ดี ไม่ว่าคุณจะนั่งในรถคันนั้นนานเท่าไหร่สุดท้ายก็ต้องออกมา นั่นคือชีวิต"
ผมไหว้เขาแล้วสาธุเจริญพรใส่ เขามองผมด้วยสายตาผิดหวังอีกครั้งก่อนที่จะกางปีกสีขาวสยายออก และบินหายไปในกลีบเมฆ
ชอบเรื่องนี้ค่ะ
แต่เชื่อมั้ย มีคนสองประเภทที่เมื่อเกิดเหตุแล้วคิดได้
หนึ่งคือคนที่ตั้งใจตาย คิดดีแล้วว่าความตายเป็นคำตอบ ส่วนประเภทหลังยังไม่อยากตาย เพราะยังไม่ได้ลองทำอะไรอีกเยอะแยะ
และฉันก็คงเป็นอย่างหลัง คิดได้ตอนลงตกเขา
แต่ถ้าวันนั้นฉันตายคาที่ก็ทำใจได้นะ เพราะเราตายไม่รู้ตัวไง
#1 By นางสาวความสุข on 2009-03-30 23:08