Bachelorette
posted on 23 Jan 2009 08:30 by peach69 in Storyผมตื่นมาด้วยความรู้สึกเหมือนโดนฟาดที่ศีรษะ
ด้วยความมึนงงไปชั่วขณะหนึ่งทำให้ผมไม่สามารถลุกจากเตียงในทันทีได้ ผมค่อยๆลืมตาอย่างช้าๆมองเพดานที่หมุนติ้วดั่งพัดลม และคงเป็นเพราะเพดานผมไม่มีพัดลมผมจึงรู้สึกถึงอาการร้อนวูบวาบตามเนื้อตัวเป็นระยะๆ
นอกจากอาการมึนตึบที่หัวแล้วคอยังแห้งเป็นผง หูแว่วเสียงดังวี๊ๆ จมูกตีบตันหายใจไม่คล่อง และรู้สึกได้เลยว่าหากพูดออกมาเสียงคงแหบพร่าไม่มีชิ้นดี
"โอย"
เป็นคำแรกที่ผมสำลักออกมา เพื่อเช็คดูว่าเสียงตัวเองเป็นเช่นนั้นจริงๆมั้ย ปรากฎว่ามันแย่กว่าที่ผมคิดเสียอีก ผมคงต้องใช้เสียงตะโกนดังๆติดต่อเป็นระยะเวลานานแน่ๆถึงมีสภาพเช่นนี้
นั่นสิ.. ทำไมผมถึงตื่นมาในสภาพเช่นนี้ ผมค่อยรวบรวมสติและความทรงจำไปพร้อมๆกับการคลุกคลานถ่อสังขารไปหาน้ำเย็นดื่ม "อาการเมาค้างก็เหมือนกับการตายเพราะขาดน้ำ" นั่นเป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากรูมเมทที่ไม่มีตัวตนของ จอห์น แนช จากหนังเรื่อง A Beautiful Mind ผมไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงนี้เชื่อได้หรือไม่ แต่มันค่อนข้างโดนใจผมเลยทีเดียว
ใช่ครับ ผมเชื่อในสิ่งที่โดนใจ ไม่ว่าข้อเท็จจริงใดจะผ่านการพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่โดยทฤษฎีใดๆก็ตาม ผมจะเชื่อก็ต่อเมื่อมันถูกใจผม นิสัยแย่ๆแบบนี้ทำให้ผมไม่เคยคิดจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงหลายๆอย่าง สักแต่ว่าอยากเชื่อก็เชื่อ หากมีคนมาบอกผมว่าไก่หัวขาดสามารถอยู่ได้ถึงเจ็ดวัน ผมคงเชื่อเพียงเพราะมันดูน่าสนุกดี
กลับมาที่เรื่องอาการเมาค้าง หากผมคิดถึงประโยคที่ว่าการเมาค้างก็เหมือนตายเพราะขาดน้ำประโยคนั้นขึ้นมาได้ แสดงว่าข้อสันนิษฐานแรกของผมคือผมคงต้องไปเมามาจากที่ไหนสักแห่ง
ผมเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีจากข้อสันนิษฐานนี้ เพราะทุกครั้งที่ผมเมาผมมักจะทำอะไรโง่ๆเสมอๆด้วยความขาดสติและอยากเป็นที่เฮฮา ผมหวังเพียงว่าครั้งนี้ผมคงไม่ได้ทำอะไรที่ให้ต้องเสียใจภายหลัง
ผมเริ่มรวบรวมสติเพื่อเรียกความทรงจำของเรื่องเมื่อคืนกลับมาอีกครั้ง...
และจากจุดนี้เป็นต้นไป เรื่องราวทั้งหมดไม่เป็นความจริง...
----
ผมตื่นขึ้นมาด้วยอาการคล้ายถูกของแข็งฟาดที่ศีรษะ
นอกจากอาการมึนหัวตึบแล้ว หูยังแว่วเสียงดังวี๊ๆเป็นระยะๆ ผมค่อยๆเปิดเปลือกตามองเพดานที่หมุนติ้วดั่งพัดลมรู้สึกอ่อนล้าไปทั้งตัว คอแห้งเป็นผง กับความรู้สึกว่าถ้าเปล่งเสียงออกมาเสียงของผมคงแหบพร่าไม่มีชิ้นดี
"โอย" เป็นคำแรกที่ผมสำรอกออกมาจากคอพังๆนั้น มันแย่กว่าที่ผมคิดเสียอีก แย่จนไม่น่าเชื่อว่านั่นเป็นเสียงของผมเอง
ผมค่อยๆลุกขึ้นนั่งและรวมรวมสติเข้าด้วยกัน พยายามทรงตัวให้อยู่บนเตียงอ่อนยวบ แล้วค่อยๆกระเสือกกระสนไปยังตู้เย็น
"อาการเมาค้างก็เหมือนกับการตายเพราะขาดน้ำ" คำพูดของใครซักคนลอยเข้ามาในหัวผม คงเป็นเพราะอาการของผมนั้นน่าจะใกล้เคียงกับอะไรซักอย่าง ถ้าไม่ใช่เมาค้าง ก็คงใกล้ตายเพราะขาดน้ำ ซึ่งผมคิดว่าคงเป็นอย่างแรกมากกว่า
ผมเปิดตู้เย็นมาพบกับความว่างเปล่า ไม่มีน้ำสักหยดในนั้น แม้แต่น้ำแข็งที่เคยเกาะอยู่ตามช่องแช่แข็งก็ไม่มี ผมเริ่มกลัวว่าอาการผมจะเกิดจากการใกล้ตายเพราะขาดน้ำจริงๆ การเดินทางเพื่อเสาะหาสาเหตุของอาการของผมจึงได้เริ่มขึ้น
ต่อจากนี้จะเป็นการเดินทางของผมเพื่อค้นหาเรื่องราวที่ผมได้ทำเมื่อคืนก่อน
ว่าอะไรที่เป็นเรื่องจริง....
----
ผมตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกคล้ายถูกของแข็งฟาดที่ศีรษะ
ผมมึนหัวตึบ หูอื้อ ร่างกายเมื่อยล้า และคอแห้งเป็นผง
สิ่งแรกที่ทำเมื่อลืมตาขึ้นมาคือตั้งสติและพยายามนึกถึงเรื่องเมื่อคืน ซึ่งถ้าหากจำไม่ผิด ผมคงไปเมามาที่ไหนซักแห่งและลงท้ายด้วยการตายเพราะขาดน้ำ
ตายเหรอ.. ผมไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองได้ตายไปแล้ว ความทรงจำมักจะเล่นตลกกับผมเสมอ นั่นเป็นสาเหตุที่ผมไม่เชื่อในความทรงจำตัวเอง ผมมีชีวิตอยู่ด้วยการไม่บันทึกเรื่องราวใดๆลงในหัว ความทรงจำทั้งหมดของผมก่อขึ้นจากเรื่องเล่าจากปากคนรอบข้าง ทีละนิด จนกลายเป็นตัวตนในปัจจุบัน ผมเรียกกระบวนการรับรู้เรื่องราวของตัวเองนี้ว่าระบบอ้างอิง อันเป็นระบบที่ขับเคลื่อนด้วยกฎเพียงข้อเดียว "จงอย่าเชื่อ ในความทรงจำของตัวเอง"
เรื่องของเมื่อวานนี้ก็เช่นกัน ผมไม่สามารถยืนยันกับตัวเองได้ว่าเมื่อคืนผมไปทำอะไรมา จนกว่าจะมีคนมาเล่าให้ผมฟังว่าผมทำอะไรลงไปบ้าง หรือไม่ก็หลักฐาน ร่องรอยบางอย่างที่ผมทิ้งไว้ แล้วเอามาปะติดปะต่อจนได้เรื่องราวที่น่าเชื่อถือได้ขึ้นมาสักเรื่องหนึ่ง
ผมเดินไปเปิดตู้เย็นแต่ไม่พบน้ำสักขวด แม้กระทั่งน้ำแข็งที่เคยเกาะในช่องแช่แข็งก็ไม่มี ผมจนปัญญาถึงขนาดต้องลากตัวเองเข้าไปในห้องน้ำแล้วเปิดก๊อกประปาดื่ม เช่นกัน ไม่มีน้ำสักหยดไหลออกมา ผมเริ่มฉงนกับเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
ผมเดินไปเปิดประตูห้องเพื่อออกไปซื้อน้ำกลับพบว่าประตูถูกล็อคอยู่และมีจดหมายสอดอยู่ใต้ประตูนั้น
จดหมายเขียนด้วยลายมือของผมเอง ข้อความในนั้นเขียนด้วยอารมณ์รุนแรงประมาณว่า ชีวิตมึงมันไร้ค่า ตามด้วยคำด่าทอตัวเองอีกหลายสิบบรรทัด ในตอนท้ายจับใจความได้ว่ากูไม่อยากใช้ชีวิตกับมึงอีกต่อไป กูจึงจะฆ่ามึงให้ตาย -ฆ่าตัวตาย- ด้วยการเทน้ำออกจากขวด ตัดน้ำประปา ละลายน้ำแข็งในตู้เย็น แล้วล็อคประตูขังมึงให้ขาดน้ำแล้วตายๆไปซะ
ผมค่อนข้างตลกกับจดหมายนั้น คนเหี้ยอะไรจะฆ่าตัวตายด้วยวิธีการขังตัวเองในห้องแล้วให้อดน้ำ แต่เมื่อผมฉุกคิดได้ผมก็เริ่มขำไม่ออก คนบ้าบอที่จะทำเรื่องแบบนี้ในโลกคงมีผมเพียงคนเดียว และตอนนี้ผมก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่กำลังจะขาดน้ำตายจริงๆเสียด้วย
ผมเริ่มพยายามอย่างหนักที่จะนึกให้ได้ว่าเมื่อวานมันเกิดอะไรขึ้น
ผมไม่อยากจะเชื่อว่าทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องจริง
----
ผมตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเหมือนถูกของแข็งฟาดเข้าที่หัว
ร่างกายผมพังไม่มีชิ้นดี หูอื้อ ปวดเมื่อย แสบคอ และรู้สึกว่าร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรง
ทันทีที่ตั้งสติได้ผมยกโทรศัพท์หมุนไปหาเพื่อนที่คิดว่าน่าจะอยู่กับผมเมื่อคืน ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าที่ไหน เมื่อเพื่อนรับสายก็คงต้องตั้งสติกับคำถามแปลกๆของผมที่ทะลุพรวดออกมาจากหูโทรศัพท์
"เมื่อคืนกูทำอะไรลงไปมั่งวะ"
คำตอบของเพื่อนผมน่าจะเป็นอะไรซักอย่างที่ฟังคล้ายๆว่า กูจะไปรู้มึงเหรอ หรือไม่ก็อะไรประมาณนั้น ตามด้วยคำด่าอีกเป็นพรวนที่โทรไปปลุกมันแต่เช้าตรู่ด้วยคำถามที่ดูเหมือนจะกวนตีนเอามากๆ ผมขอโทษขอโพยด้วยอัธยาศัยถ่อยๆไปตามประสา แล้วก็โทรไปหาคนอื่นๆที่ผมคาดว่าจะอยู่ในเหตุการณ์กับผมเมื่อคืน
หลังจากสามสี่สายผ่านไปผมก็พอปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่าเมื่อคืนผมไปแดกเหล้าที่ไหนซักแห่งกับเพื่อนสามสี่คน ผมเมาอาละวาด ลงท้ายด้วยการกระโดดจากชานพักบันไดหน้าร้านล้มลงมาหัวฟาดพื้น ซึ่งจังหวะนั้นหัวผมเฉียดขอบสระไปเพียงนิดเดียว คงเป็นบุญเก่าช่วยผมจึงไม่ต้องเลือดตกยางออกหรือแม้กระทั่งล้มตายจากการกระทำบ้าๆนั่น
ผมเปิดตู้เย็นแล้วพบว่าไม่มีน้ำสักขวด จึงเดินออกจากห้องเพื่อไปซื้อน้ำ ใต้ประตูผมพบจดหมายลายมือตัวเองสอดอยู่ เป็นจดหมายลาตายที่เขียนในลักษณะด่าตัวเอง จับใจความได้ว่าจะฆ่าตัวตายด้วยการขังตัวเองให้ขาดน้ำตายอยู่ในห้อง
มันเป็นคงเรื่องตลกสิ้นดีที่คนมีสติสตางค์จะฆ่าตัวตายโดยวิธีนั้น ทั้งๆที่ประตูห้องมันล็อคจากด้านใน แต่อย่างที่ว่าผมคงเมาจนทำอะไรเลอะเลือนไปหมด พอมานั่งนึกดูคงเป็นเพราะผมคงอายมากที่กระโดดล้มหัวฟาดพื้น จึงพยายามเล่นตลกกับความทรงจำของตัวเอง แล้วหวังว่าตัวเองจะเชื่อเพียงเพราะมันเป็นเรื่องที่ดูน่าสนุกดี ซึ่งจะว่าไปผมก็ชอบกับไอเดียนี้เหมือนกัน ฆ่าตัวตายโดยการขังตัวเองให้ขาดน้ำ... คนธรรมดาคงคิดไม่ได้อย่างผมแน่นอน
ผมนั่งลงบนโต๊ะและเริ่มเขียนเรื่องราวเมื่อคืนลงในบล๊อก
โดยที่ไม่มีสักประโยคที่เป็นความจริง
----

กูพบว่ากูเขียนได้โดนใจตัวเองกว่าที่เคย
และกว่ากูจะเขียนจบกูแดกน้ำไปไม่รู้กี่ลิตร
นั่นคือเรื่องจริง
#1 By 609 on 2009-01-23 10:47