fortune teller
posted on 25 Sep 2008 18:01 by peach69 in Critiqueผมพิ่งไปคุยกับคนคนนึง เขาเรียกตัวเองว่า fortune teller แปลเป็นไทยว่าโหร หรือหมอดู
เขาไม่เรียกตัวเองว่าโหร หรือหมอดู เพราะเขาอ้างว่ามันไม่เหมือนกัน พวกหมอดูจะดูในสิ่งที่คนมาขอให้ดู ส่วนเขานั้นจะดูในสิ่งที่ควรดู และที่สำคัญสังเกตว่าเขาเขียนคำว่า fortune teller แยกกันเป็นสองคำ ทั้งที่จริงๆแล้วมันต้องเขียนติดกัน ซึ่งนั่นเป็นการบ่งชี้ไปในตัวว่าสิ่งที่เขาจะบอกอาจจะไม่ใช่อนาคต มันอาจเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นจริงก็ได้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นของเขา สิ่งที่เขาต้องการจะบอกนั้นคือทางสู่ความสำเร็จ ความมั่งคั่ง ความสุข ความเจริญ หรืออะไรดีๆทั้งหลาย
ผมถามเขาว่าตกลงแล้วเขาเห็นอนาคตจริงหรือเปล่า เขาตอบกลับว่าว่า "เห็นสิวะ ไม่งั้นกูจะเอามาเที่ยวบอกชาวบ้านได้ไง" แต่สิ่งที่ต่างออกไปคืออะไรที่เขาบอกนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นความจริง
ยกตัวอย่าง หากเขาเห็นว่าคนนี้บ้านจะเกิดไฟไหม้ เขาจะไม่เตือนว่าระวังฟืนไฟนะ เพราะบ้านมึงจะบึ้มแล้ว เขาจะบอกคุณว่าควรไปลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ หรือเริ่มซื้อที่ได้แล้ว เพราะดวงคุณกำลังจะขึ้นในด้านนี้ จะมีเงินเข้าหลักแสนหลักล้านสิบล้านร้อยล้านก็ว่าไป
เขายังบอกว่าต่อให้อนาคตจะเป็นสิ่งที่แน่นอนและตายตัวก็ตาม แต่มันก็ยังคาดการณ์ไม่ได้อยู่ดี หากเขาบอกคนเืมื่อกี้ไปว่าบ้านมึงจะบึ้ม คนนั้นก็จะวิตกจริตไม่เป็นอันกินอันนอนคอยย้ายบ้าน หรือไม่ก็ซื้อยันต์กันผี ทุบบ้านสร้างใหม่ให้ตามฮวงจุ้ย และวิธีเสียเงินอีกสารพัดวิธีเพื่อสุดท้ายแล้วมาเจอบ้านไฟไหม้เหมือนเดิม
แต่ในทางกลับกัน เมื่อเขาบอกให้ไปลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์คนคนนั้นก็จะมุ่งหน้าทำงานหาเงินเพื่อเก็บตังซื้อที่ โดยที่ไม่ต้องรู้สึกกดดัน และีมีความสุขกับการทำงาน เพราะสิ่งที่เขาให้นั้นคือ "ความหวัง" เมื่อคนเรามีจุดมุ่งหมายชีวิตก็จะดีขึ้นไปเอง สุดท้า่ยแล้วเกิดบ้านไฟไหม้ขึ้นมาซักหลังนึงก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว เพราะมีบ้านอยู่อีกตั้งหลายหลัง ขีวิตดีกว่ากันเยอะ
เขายังย้ำอีกว่า คนเราน่ะมาหาหมอดูเพราะต้องการคำปรึกษา ไม่ใช่คำขู่ เขามาแล้วก็อยากได้ยินอะไรดีๆเป็นกำลังใจ สรุปคือ เขาไม่ต้องการหรอกความจริง แค่ต้องการความหวัง
นั่นคือความหมายของ fortune tellerก่อนจากกันผมถามคำถามกวนตีนๆไปว่าทำไมเขาถึงมองเห็นอนาคตได้ เป็นพรสวรรค์จากพระเจ้าเหรอ แต่คำตอบที่ได้รับทำให้ผมฉุกคิดเลยทีเดียว
เขาบอกว่าจริงๆแล้วการมองเห็นอนาคตไม่ใช่เรื่องญาณพิเศษอะไร ใครๆก็มองเห็นอนาคตได้ ขงเบ้งสามารถพยากรณ์อากาศได้ตั้งแต่สองพันปีที่แล้ว สึนามิจะเกิดก็มีคนรู้ก่อน ขนาดโลกจะแตกเมื่อไหร่ยังมีคนบอกได้เลยแล้วหนึ่งในหลายๆทฤษฎีนั้นจะเกิดขึ้นจริงๆด้วย
หลักสำคัญของการมองเห็นอนาคตสามารถอธิบายง่ายๆด้วยทฤษฏีสี่แพร่ง (อินเทรนด์มากๆ)
ลองนึกตามดูว่ามีทางสี่แพร่งอยู่ มีรถสองคันวิ่งมาคนละทาง เราจะรู้ได้ยังไงว่ารถสองคันนี้จะชนกันรึเปล่าในนาทีข้างหน้า
เราต้องรับรู้และมีข้อมูลทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายในคือ รถวิ่งมาด้วยความเร็วเท่าไหร่ ทิศทางหักหลบกันพ้นมั้ย คนขับเมารึเปล่า รถเบรกแตกมั้ย ฯลฯ
ส่วนปัจจัยภายนอกคือสิ่งที่เราเรียกว่า "อุบัติเหตุ" ทั้งหลาย นั่นคือเกิดจังหวะไฟแดงมีคนโทรศัพท์เข้ามาพอดี ทำให้คนขับรถคนหนึ่งต้องก้มลงไปรับโทรศัพท์ ทำให้เบรกไม่ทัน แล้วรถชน ฯลฯ อะไรเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่ผู้เห็นอนาคตทำได้
การเห็นอนาคตจะแตกเป็นขั้นตอนย่อยๆหลายขั้นตอน
หนึ่งเลย คือเราต้องเห็น "ภาพรวม" สิ่งที่จะเกิดขึ้นทุกอย่าง ย้ำว่าทุกอย่าง ทั้งสภาพการจราจร ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกดังที่กล่าวมา ทั้งหมดนั่นแหละ
แต่ก่อนที่เราจะเห็นทุกอย่างได้นั้น เราต้องอยู่ "ทุกที่" ในเวลาเดียวกัน ไม่งั้นจะรู้ได้ไงว่าเพื่อนของคนขับรถคนแรกจะโทรเข้ามาพอดี
และการที่เราจะอยู่ได้ทุกที่นั้นหมายความว่าเราต้องพยายาม "เคลื่อนย้่าย" ตัวเองได้เร็วที่สุด จนกระทั้งมิติของเวลาและสถานที่นั้นบิดเพี้ยนไป กลายเป็นว่าเราสามารถอยู่ทุกที่ได้ในเวลาเดียวกัน
นั่นเป็นส่วนของปัจจัยภายนอก
ในส่วนของปัจจัยภายใน มันเริ่มจากการรับรู้ได้ว่าคนขับรถทั้งสองคนนั้นกำลังจะทำอะไรหากตกอยู่ในสถานการณ์ต่างๆ เช่นหากมีโทรศัพท์เข้าในวินาทีนั้นเขาจะรับหรือไม่ หรือเขาจะไม่สนใจ หรือเขาอาจจะเอื้อมมือรับแต่ตายังมองถนนอยู่
สิ่งต่างๆเหล่านี้เกิดจากความสามารถอ่านใจคนได้
ซึ่งการอ่านใจคนได้ต้องสามารถรู้อดีตของคนๆนั้น เพื่อวิเคราะห์ลักษณะนิสัย ประสบการณ์ และการตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ (ในจุดนี้เขาเพิ่มเติมว่า เวลาไปหาหมอดูก็ไม่ควรไปถามเรื่องอดีต ถามอนาคตเลยดีกว่า คนที่เห็นอดีตกับอนาคตมันต่างชั้นกันเยอะ)
การจะรู้อดีตของคนได้ นั้นต้องเห็นในสิ่งที่เขาเห็น ได้ยินในสิ่งที่เขาได้ยิน สัมผัสในสิ่งที่เขาสัมผัส ถึงจะสามารถรวบรวมความทรงจำออกมาได้
และการจะทำอะไรแบบนั้นได้นั่นหมายความว่าเราต้องอยู่ในที่ที่เขาอยู่ ซึ่งก็เหมือนกับกรณีการอยู่ทุกๆที่ในข้างต้น
ทั้งหมดนี้คือเรื่องของการมองเห็นอนาคต
สิ่งที่เขาพูดทั้งหมดนี้อาจฟังดูว่าเพ้อเจ้อ เป็นไปไม่ได้ แต่หากคิดดูดีๆแล้วผมก็รู้สึกว่ามีเค้าโครงความเป็นไปได้อยู่
จริงอยู่ที่คนๆเดียวอาจไม่สามารถเห็นอนาคตทุกอย่างได้ เราจึงต้องแยกกันทำงานเป็นศาสตร์ต่างๆทั้งการพยากรณ์อากาศ ดาราศาสตร์ สังคมศาสตร์ การคำนวณความเป็นไปได้ทางการเงิน ต่างๆเหล่านี้ ล้วนแต่มีส่วนของการคาดการณ์อนาคตแฝงอยู่
แต่สิ่งที่สำคัญจริงๆแล้วก็เป็นอย่างที่เขากล่าวไว้ในข้างต้น นั่นคือมันไม่สำคัญว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นนั้นเป็นจริงหรือไม่เป็นจริง แต่การกระทำในปัจจุบันต่างหากที่เป็นตัวชี้วัด หากเราตั้งเป้าหมาย หรือที่เขาเรียกว่า"ความหวัง" ให้เหมาะสม ชีวิตเราก็จะมีความสุขได้ โดยไม่ต้องพึ่งคนทำนายอนาคตแต่อย่างใด

ช่วยเขียนแนวนี้ตลอดไปนะครับ
#1 By E R R O R การ์ตูนขี้โม้ on 2008-09-25 21:00