บุคคลที่สาม
posted on 06 Aug 2008 01:59 by peach69 in Story
ผมบอกได้คำเดียวว่ามันน่ากลัวมาก
ตั้งแต่ตอนนั้นพวกเราก็เหลือกันแค่ไม่กี่คนแล้ว ต่างคนต่างวิ่งเอาชีวิตรอด ถึงแม้จะไม่เห็นชัดเจนนักแต่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าหากช้ากว่านี้หรือหากเพียงหย่อนแรงสักนิดพวกเราเป็นอันจบเห่แน่ๆ
เราวิ่งกันอย่างกับคนบ้า ไม่สนว่ามีอะไรอยู่ข้างหน้ารู้เพียงแต่ต้องวิ่งเท่านั้น ผมมั่นใจว่าชั่วขณะนั้นไม่มีใครมีสติพอจะจำแนกทางได้หรอกว่าควรไปทางไหนรู้แต่เพียงวิ่งตามกันไปอย่างสุดชีวิต ไม่มีใครเป็นผู้นำและไม่มีใครเป็นผู้ตาม คงเป็นเพราะสัญชาติญานทุกคนล้วนตัดสินใจเลือกทางที่วิ่งไปได้ไกลที่สุดพวกเราจึงยังไม่หลงกัน
แม้เราจะวิ่งมากันไกลขนาดนี้ผมยังมั่นใจว่าพวกนั้นยังแอบตามเราอยู่ที่ไหนซักแห่ง ถึงจะไม่ได้ยินเสียงฝีเท้า ถึงจะไม่เห็นแม้แต่เงา แต่ความเร็วของพวกเราไม่มีทางสลัดพวกมันหลุดได้
ณ ตอนนี้เราหนีกันจนมาถึงคอนโดชั้นหก ห้องของใครซักคนคงเป็นหนึ่งในสามของพวกเราเนี่ยแหละ ให้ตายสิ! ผมเพิ่งรู้ตัวว่าพวกเราอีกสี่คนเสร็จมันไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้จนตอนนี้เหลือเพียงสามคนเท่านั้น ผมรู้สึกล้ากับการหนีและอีกสองคนคงคิดเหมือนกัน เราปักหลักในห้องคนหนึ่งชักอาวุธของตัวเองขึ้นมาแล้วนั่งคุมเชิงที่ประตูอีกคนเดินพล่านอยู่ในห้องเหมือนไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป ส่วนผมนั้นทำอาวุธหล่นหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ระหว่างที่ผมเดินเข้าไปในครัวเพื่อจะหาอะไรที่พอเป็นอาวุธได้ก็บังเอิญนึกขึ้นมาถึงเรื่องเรื่องนึง
เคยมีกรณีคล้ายๆอย่างนี้แหละ เริ่มจากเรื่องไม่เป็นเรื่องที่ตกลงกันไม่ได้ต่างฝ่ายต่างใช้อารมณ์ถกเถียงกัน ถึงตอนนั้นไม่มีใครมีเหตุผลกันแล้วเพราะอาศัยว่าฝ่ายตัวเองก็พวกเยอะ มีคนสนับสนุน มีเส้นสาย มันไม่สำคัญแล้วว่าใครผิดใครถูกแต่กลายเป็นเรื่องของการวัดกันว่าใครแพ้ใครชนะ สุดท้ายแล้วก็มีใครซักคนที่ควบคุมตัวเองไม่อยู่ชักปืนออกมายิงฝ่ายตรงข้ามเข้า แล้วก็เป็นการฆ่าล้างบางเหมือนอย่างวันนี้
ทั้งหมดมันเป็นเรื่องเข้าใจผิดทั้งนั้น ถ้าตอนนั้นมีใครซักคนยอมออกมาขอโทษเรื่องก็คงไม่เกิด
"มึงพล่ามอะไรของมึง ไร้สาระ" คนที่เดินอยู่หยุดฟังผมแล้วแย้งออกมา
ทั้งๆที่ผมคิดในใจแท้ๆ แต่คงเป็นเพราะสถานการณ์มันกดดัน ผมเลยพยายามผ่อนคลายความหวาดกลัวตึงเครียดโดยการพูดอะไรเพ้อเจ้อโดยที่ผมไม่รู้ตัวว่าพูดมันออกมา
"มันไม่เหมือนคราวนั้นหรอก ไอ้พวกนี้มันโหดกว่าเยอะ แล้วที่คนของมันตายไปก็เพราะเราลอบกัดแม่งน่ะสิ คิดเหรอว่าขอโทษแล้วมันจะยอม ไอ้พวกนี้มันตัวโหดกันทั้งนั้น"
"พวกมึงเงียบเหอะ มึงจะคุยกันบอกตำแหน่งให้แม่งได้ยินง่ายๆใช่มั้ย"
คนที่นั่งเฝ้าประตูเปิดปากพูดเป็นครั้งแรก
"เหี้ยเอ้ย พวกเราจะรอดมั้ยวะ" ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะพูดออกไปทำไม รู้อยู่แก่ใจว่ามาซ่อนอยู่อย่างนี้ก็ใช่ว่าจะหนีพ้น มันอาศัยเวลาเพียงไม่กี่นาทีก็คงหาเจอ แล้วสภาพแบบนี้ก็ไม่ถือว่าได้เปรียบเชิงสถานที่เลยสักนิด ไม่ว่าเราจะวางกับดังอย่างไรแบบไหนก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ทั้งนั้น พวกมันเก่งกันเกินไปเหนือกว่าเราทุกด้าน เราปักหลักกันอย่างนี้ก็เท่ากับยอมรับความตายไปแล้วทางอ้อม
"เหี้ย กูยังไม่อยากตาย"
"เออ กูก็ยังไม่อยากตาย"
"แม่งใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว ใกล้แล้วๆ กูรู้สึกได้เลย รู้สึกเหี้ยๆ"
"เอาไงดีวะๆ เอาไงๆๆ"
"สู้ดิวะ ทำเหี้ยอะไรได้อีกตอนนี้"
"เหี้ยแม่งมาแล้ว! ผ่านหน้าห้องไปกูเห็น"
คนที่นั่งเฝ้าประตูถอยห่างออกมากลางห้อง กระชับอาวุธในมือแน่น ตาจ้องเขม็งไปทีประตู ส่วนผมกับอีกคนหนึ่งยืนคุมเชิงข้างซ้ายขวา
"มาแล้วๆ"
ใครคนหนึ่งพูดขึ้นมาด้วยเสียงกระซิบ
"แม่งเดินย้อนกลับมาแล้ว"
"เข้ามาๆๆๆๆๆ"
"......."
ช่วงเวลานี้ผมมั่นใจว่าหัวใจเต้นแรงมากที่สุดตั้งแต่เกิดมา เราสามคนทั้งตระหนก ทั้งตื่นเต้นหวาดกลัว มือผมสั่นอย่างกับปีกจักจั่นแต่ยังคงกำอาวุธแน่นจนเหงื่อซึม เราสามคนเงียบกริบขบฟันไม่ส่งเสียง เงียบจนแทบได้ยินเสียงหัวใจเต้นของกันและกัน และอีกเสียงหนึ่งที่แทบจะหยุดหัวใจเราทั้งสาม... เสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามา และหยุดอยู่ที่หน้าประตู
เราทั้งสามกลั้นหายใจ พุ่งสมาธิไปยังที่ประตู แต่เนิ่นนานก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหว คนหนึ่งตัดสินใจเป็นฝ่ายบุกโดยแสดงสัญญานมือว่าจะนับสาม แล้วจะให้อีกคนหนึ่งพังประตูขณะที่เขาเองเป็นคนจู่โจม ส่วนผมคอยสนับสนุนจากระยะไกล
เขาส่งสัญญานมือนับหนึ่ง
นับสอง
นับสาม
อีกคนหนึ่งวิ่งเข้าไปด้วยความเร็วสูงสุด กระแทกประตูพัง แล้วล้มนอนลงเพื่อเปิดโอกาสให้อีกคนจู่โจม
กระสุนปืนพุ่งทะลวงออกจากปากกระบอกปืนอันใหญ่ยักษ์ พร้อมเสียงกัมปนาทอันเป็นเครื่องหมายของไม้ตายสุดท้ายของเขา
ข้างหน้าประตูเป็นชายร่างใหญ่มหึมาจนไม่น่าเชื่อ เราไม่เห็นหน้าตาเพราะช่องประตูที่พังไปเปิดโอกาสให้เห็นเพียงแค่อกของเขา ซึ่งนั่นเป็นความสูงราวๆสองเมตร และที่เราตระหนกมากกว่าคือเขาหยุดกระสุนปืนโดยใช้เพียงนิ้วชี้กับนิ้วโป้งโดยที่ไม่ต้องมองด้วยซ้ำ
ยังไม่ทันเปิดโอกาสให้เราได้ท้อแท้สิ้นหวัง ร่างของคนที่จู่โจมก็ขาดเป็นสองท่อนเลือดสาดทะลักกระจายเต็มพื้นผนังและเพดาน ถึงตอนนี้ผมเพิ่งสังเกตเห็นใครคนหนึ่ง "เดิน" อยู่นอกหน้าต่างคอนโดชั้นหก เพียงครู่เดียว หน้าต่างที่ผมเห็นก็พังทลายกลายเป็นช่องเปิดขนาดใหญ่ทำให้ผมได้เห็นเต็มตาว่ามนุษย์ที่เดินบนอากาศได้นั้นยังถือเคียวยาวประมาณสองวา กวัดแกว่งทำลายผนังห้องอย่างไม่หยุดมือ
ส่วนทางด้านคนที่พังประตู ผมไม่คิดว่าตอนนี้จะเหลืออวัยวะครบ32 อันที่จริงผมมองไม่เห็นอะไรที่พอจะเรียกได้ว่าอวัยวะด้วยซ้ำ
พวกมันทั้งสองยังไม่รีบร้อนเข้ามาขย้ำผม คงยุ่งอยู่กับการบดสลายซากศพให้เป็นเศษเนื้อและทำลายคอนโดไปพลางๆ ระหว่างที่ผมได้ยินเสียงแขกรับเชิญคนที่สามเดินทางมาจาก.. ด้านบน
เสียงอะไรบางอย่างทะลวงพื้นจากชั้นบนลงมาทีละชั้น ทีละชั้น จนกระทั้งเพดานห้องถูกทะลวงเป็นรูและคนที่สามและสี่ก็ปรากฏแก่สายตาผม
ทั้งสองคนนั้นมีร่างกายท่อนร่างเป็นคนคนเดียวกัน หากแต่ไปแยกกันตรงช่วงเอวขึ้นไป มีสองหัว หกแขน ถืออาวุธครบมือ หน้าตาอัปลักษณ์อย่างกับไม่ใช่ผู้คน เพียงฟาดขวานในมือครั้งแรกก็ทะลวงพื้นแตกลงไปถึงชั้นสอง
และเมื่อฟาดลงมาครั้งที่สอง... ผมก็กลายเป็นอดีต
ก่อนที่ผมจะสิ้นสติไป ผมยังเห็นเพดานห้องและชั้นที่สูงขึ้นไปถูกฉีกทิ้งออกจากตึกโดยมือใหญ่ยักษ์ เผยให้เห็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยพวกมันบินอยู่อีกเต็มไปหมด และร่างเจ้าของมือมโหฬารที่ตัวโตกว่าตึกบดบังท้องฟ้าไปเสียครึ่งหนึ่ง
ถึงตอนนี้ผมเห็นด้วยกับคำพูดคำหนึ่ง
"คิดเหรอว่าขอโทษแล้วมันจะยอม"

#1 By ป้าหมู on 2008-08-06 11:28