ผมล่ะเบื่อกับเรื่องภาษาวิบัติเต็มทีครับ แต่เห็นคนอื่นเขาพูดเลยอยากพูดมั่ง
เนื่องจากระยะนี้มีหลายblogที่อัพเรื่องภาษาวิบัติ ไม่รู้ว่าเป็นเทรนด์ใหม่กำลังมาแรงหรืออย่างไร เพราะเรื่องนี้ก็ได้พูดกันจนจบไปนานหลายครั้งหลายทีแล้ว แล้วก็ค่อนข้างจะได้ข้อสรุปที่ตรงกันด้วย
ผมคิดว่าคำเดียวเลยที่ควรนำมาพิจารณาเรื่องภาษาวิบัติก็คือ "กาละเทศะ" ครับ
จะภาษาวิบัติ ภาษาแช็ท ภาษาแอ๊บแบ๊ว ภาษาแม๊วพ่อมึงอะไรก็ตามแต่ ใช้ได้ ใช้ไปเลย แต่ใช้ให้ถูก"กาละเทศะ"
กาละเทศะที่ผมกำลังพูดถึงก็คือควรตระหนักว่ากำลังสื่อสารอยู่กับใคร ใครเป็นผู้รับสาร และใช้ระดับภาษาให้เหมาะสม แม้ว่าเวลาแช็ทกับเพื่อนเราจะแอ๊บแบ๊วมากมายแค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อเราต้องเขียนอะไรบางอย่างที่เป็นทางการหรือออกสู่สาธารณชน ก็ควรจะใช้ภาษาให้เป็นสากลด้วย
ประเด็นของผมที่จะพูดไม่ใช่เรื่องที่ว่าภาษาวิบัติควรหรือไม่ควร เพราะหากใช้วิจารณญานไตร่ตรองดูก็น่าจะเข้าใจแล้ว หากไม่มีความบกพร่องทางบรรทัดฐานของสังคมก็น่าจะมีความคิดเห็นตรงกัน แต่ผมพยายามจะชี้ให้เห็นถึงอีกประเด็นหนึ่งคือวิวัฒนาการในด้านภาษา ที่มักจะไม่มีใครมองกัน(หรืออาจจะมีคนมองไปแล้วแต่ผมโลกแคบจนไม่รู้เรื่อง)
หน้าที่หลักของภาษาก็คือเครื่องมือสื่อสาร แต่สำหรับผมแล้วภาษาเป็นอะไรที่มากกว่านั้น ภาษายังเป็นเครื่องมื่อช่วยในการคิดและการรับรู้อีกด้วย ในประเด็นนี้คิดว่าผู้อ่านที่exteenคงเข้าใจเพราะว่าเขียนบล๊อกกันทุกคน อย่างน้อยทุกคนคงได้ผ่านการเขียนมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นdiary บทความ นิยาย หรืออะไรต่างๆ ทั้งหมดนี้อาศัยการเรียบเรียงความคิดผ่านภาษา ผ่านรูปประโยค ผ่านการเลือกใช้คำ ในทางกลับกันภาษานอกจากจะใช้สื่อสารแล้วยังใช้รับรู้อีกด้วย เพราะเมื่อเรามองสิ่งต่างๆเรานิยามสิ่งที่เราเห็นด้วยคำ แทนความหมายด้วยคำ เช่น นี่คือคอมพิวเตอร์นะ นี่คือโต๊ะนะ นี่คือเก้าอี้นะ ซึ่งในจุดนี้ทำให้การรับรู้ในภาษาต่างๆแตกต่างกันอีกด้วย
ความแตกต่างกันทางภาษายังทำให้คนมีระบบความคิดที่แตกต่างกัน เช่นภาษาอังกฤษไม่มีการแทนสรรพนามผู้พูดที่แสดงถึงฐานะเหมือนภาษาไทย คำในภาษาเยอรมันมักจะมีความหมายที่ลึก(ส่งผลให้เยอรมันมีนักคิดนักปรัชญามากมาย) หรือตัวอักษรภาษาจีนที่เกิดจากการผสมระหว่างภาพทำให้ชาวจีนมีการรับรู้ถึงการเกิดของสิ่งต่างๆอันสอดคล้องกับปรัชญาเต๋า(สรรพสิ่งกำเนิดจากธาตุทั้งห้า) ต่างๆเหล่านี้ผมไม่มีข้อมูลอ้างอิงหรอกครับ แค่จำชาวบ้านมาถ้าอยากรู้ลองไปหาหนังสืออ่านคงเจอ
ฉะนั้น!(เข้าเรื่องซะที) ภาษาวิบัติหรือภาษาแอ๊บแบ๊วของวัยรุ่นยุคนี้จึงไม่ควรคิดในแง่ของสิ่งที่ควรห้ามอย่างเดียว แต่ยังเป็นสิ่งที่ควรศึกษาอีกด้วย
ผมไม่สามารถยืนยันได้ว่าต้นกำเนิดของภาษาแอ๊บแบ๊วเกิดจากอะไร ผมจึงคิดโดยเอาตัวเองเป็นหลักไว้ก่อน(ซึ่งหากเป็นงานวิชาการผมคงโดนขยำทิ้งแน่นอน) เพราะผมคิดว่าผมเองก็ได้ผ่านวัยรุ่นมาเหมือนกัน(และยังไม่ถึงกับ"พ้น"วัยรุ่นซะทีเดียว) ผมได้ผ่านการใช้ภาษาแช็ท ได้คิดคำแปลกๆมาใช้เองบ้าง ศัพท์วัยรุ่นก็พูดติดปากมาบ้าง จึงได้ตั้งข้อสังเกตุไว้สองสามประการ
สาเหตุแรกเลยที่ผมใช้ภาษาวิบัติในการแช็ท(หลังจากนี้ขอเรียกว่าภาษาแช็ทเพื่อสนองความขี้เกียจพิมพ์)ก็คงเช่นเดียวกับหลายๆคน คือขี้เกียจพิมพ์ อันนี้ไม่ต้องอธิบายก็คงเข้าใจกัน
สาเหตุที่สองที่ใช้ภาษาแช็ทเพราะต้องการให้ตอบรับกับภาษาพูด เหมือนกับเวลาอ่านนิยายแล้วมีคำพูดภายใต้เครื่องหมาย "..." เช่น "หิวมั้ย" "กินอะไรมารึยัง" "ถ้ายัง" "กินข้าวกันหน่อยดีมั้ย" เป็นต้น ต่างๆเหล่านี้ทำให้อธิบายคำใหม่ๆที่เกิดขึ้นบางคำได้เช่น "เด๋วเหอะ" "หรอ" "อ่านะ" "เง้อ" "ไปและ" ซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้เกิดจากการขี้เกียจพิมพ์ แต่เกิดจากความต้องการจะแสดงน้ำเสียงใสๆแบบวัยรุ่นให้ตรงตามอารมณ์นั่นเอง
แต่กรณีนี้ยังเกิดผลในทางกลับกันอีกด้วย คือการนำภาษาแช็ทมาพูดในชีวิตประจำวันโดยที่ไม่ได้เกิดจากความต้องการแสดงอารมณ์แบบวัยรุ่น เช่น "กำ" "ครวย" "สุดยิด" ฯลฯ แต่เอาเข้าจริงๆแล้วผมก็แยกไม่ออกอยู่ดีว่าคำไหนที่เป็นกรณีแรกและคำไหนที่เป็นกรณีหลัง เพราะภาษาพูดนั้นเปลี่ยนเร็วและมักจะเกิดขึ้นเฉพาะกลุ่มมากกว่าภาษาเขียน บางทีศัพท์ในกลุ่มเพื่อนสองกลุ่มยังแตกต่างกัน บางทีวัยเดียวกันต่างโรงเรียน ต่างอาชีพกันยังคุยกันไม่รู้เรื่องเลย อันนี้เกิดขึ้นเป็นธรรมดา
อยากให้สังเกตุว่ากรณีทั้งสองนี้ต่างจากภาษาแช็ทที่แอ๊บแบ๊วอื่นๆตรงที่มีการใช้พูดจริง เพราะบางคนพิมพ์ภาษาแช็ทแต่ก็ไม่ได้พูดเหมือนเวลาพิมพ์ อันนี้สร้างความฉงนแก่ผมมาก เพราะเจอตัวเป็นๆก็พูดจาปรกติดีแต่พอแช็ทกันนี่ยานคางเป็นคนแก่ไปเลย เช่น "วานนี้ยางมะด้ายกิงข้าวเรยย หิวมั่กมั่ก หิวจนจาตายอยู่แล้น" แบบนี้เป็นต้น
ซึ่งการใช้ภาษาแช็ทในลักษณะหลังนี้ผมเรียก(ของผมเอง)ว่าภาษาแอ๊บแบ๊ว ผมไม่ทราบว่ามีใครนิยามคำว่าภาษาแอ๊บแบ๊วไว้หรือยัง แต่ผมคาดว่ายังไม่มีใครที่ศึกษาเรื่องภาษาแช็ทอย่างจริงจังเพราะถ้าหากมีแล้วentryนี้ของผมคงปล่อยไก่ตัวเบ้อเร่อ น่าอับอายขายหน้าเป็นอย่างมาก(แต่ถ้าหากมีแล้วจริงๆโปรดแนะนำผมด้วย ผมคิดว่ามันเป็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจพอสมควร)
ว่าถึงภาษาแอ๊บแบ๊วนี่ผมคิดว่าจุดประสงค์ก็คงเป็นไปตามชื่อน่ะแหละ คือแสดงความน่ารักอย่างเกินพอดี
และแล้วคำถามก็คือ ภาษาแช็ทของวัยรุ่นปัจจุบันนี้กำลังบ่งชี้ถึงอะไร
หลังจากนี้ผมจะมีแต่คำถามให้เป็นการบ้านแล้วเพราะผมก็ได้แต่คาดเดา(ซึ่งมึงก็เดามาตั้งแต่แรกแล้วอะนะ)
ภาษาแอ๊บแบ๊วนี้อาจจะบ่งชี้ถึงความต้องการที่จะแสดงถึงอารมณ์ของผู้สื่อมากกว่าความเข้าใจของผู้รับหรือไม่?
นั่นบ่งชี้ว่าวัยรุ่นปัจจุบันนี้สนใจแต่ความรู้สึกตัวเองโดยไม่แคร์คนรอบข้างหรือไม่?
ภาษาแอ๊บแบ๊วนั้นเกิดจากความต้องการจะทำให้ตัวเองดูน่ารักเป็นเด็กกว่าวัยหรือเปล่า?
หรือว่าวัยรุ่นทุกวันนี้ไม่คิดจะโตกันแล้ว?
หรือที่วัยรุ่นไม่คิดจะโตเพราะไม่อยากเป็นอย่างผู้ใหญ่ที่โตแต่ตัว?
ทำไมคนบางกลุ่มถึงคิดว่าภาษาวิบัติคือความคิดสร้างสรรค์?
การคิดคำใหม่ๆนั้นเกิดจากความต้องการสร้างตัวตนผ่านทางการสร้างคำเพื่อเป็นผู้นำในกลุ่มหรือไม่?
ผมคิดว่าคำถามเหล่านี้น่าคิดและน่าตอบมากกว่าคำถามที่ว่าภาษาวิบัติควรใช้หรือไม่ควรใช้มากนัก มันน่าจะอธิบายโลกทัศน์ของวัยรุ่นได้ไม่มากก็น้อย หรือในทางกลับกันอาจใช้พฤติกรรมของวัยรุ่นมาอธิบายสาเหตุและลักษณะ อาจจะแยกประเภทของภาษาแอ๊บแบ๊วได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ผมอยากจะฝากไว้ว่าภาษาเป็นเครื่องมือสำหรับการสื่อสาร การอนุรักษ์ภาษาไทยก็ควรเป็นไปเพื่อทำให้ภาษาไทยนั้นเป็นสากล เป็นทางการ เพื่อความเป็นเข้าใจระหว่างผู้สื่อสารกับผู้รับสาร ไม่แน่ว่าภาษาแอ๊บแบ๊วในวันนี้อาจเป็นภาษาทางการในอีกแปดสิบปีข้างหน้า เมื่อคนในยุคนี้ได้ตายกันไปหมดแล้วภาษาที่กำลังใช้อยู่นี้อาจกลายเป็นภาษาโบราณไปเหลือแค่ในพจนานุกรม
ส่วนการอนุรักษ์ภาษาเพื่อรักษาวัฒนธรรมไทยอันดีงามน่ะเหรอ...
เอะอะก็ว่ารักษ์เปล่าๆ ผมไม่เคยเชื่อสักนิดว่าวัฒนธรรมไทยน่ะมีอยู่จริง
คิดเก่ง