2008/Feb/13

ผมล่ะเบื่อกับเรื่องภาษาวิบัติเต็มทีครับ แต่เห็นคนอื่นเขาพูดเลยอยากพูดมั่ง

เนื่องจากระยะนี้มีหลายblogที่อัพเรื่องภาษาวิบัติ ไม่รู้ว่าเป็นเทรนด์ใหม่กำลังมาแรงหรืออย่างไร เพราะเรื่องนี้ก็ได้พูดกันจนจบไปนานหลายครั้งหลายทีแล้ว แล้วก็ค่อนข้างจะได้ข้อสรุปที่ตรงกันด้วย

ผมคิดว่าคำเดียวเลยที่ควรนำมาพิจารณาเรื่องภาษาวิบัติก็คือ "กาละเทศะ" ครับ

จะภาษาวิบัติ ภาษาแช็ท ภาษาแอ๊บแบ๊ว ภาษาแม๊วพ่อมึงอะไรก็ตามแต่ ใช้ได้ ใช้ไปเลย แต่ใช้ให้ถูก"กาละเทศะ"

กาละเทศะที่ผมกำลังพูดถึงก็คือควรตระหนักว่ากำลังสื่อสารอยู่กับใคร ใครเป็นผู้รับสาร และใช้ระดับภาษาให้เหมาะสม แม้ว่าเวลาแช็ทกับเพื่อนเราจะแอ๊บแบ๊วมากมายแค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อเราต้องเขียนอะไรบางอย่างที่เป็นทางการหรือออกสู่สาธารณชน ก็ควรจะใช้ภาษาให้เป็นสากลด้วย

ประเด็นของผมที่จะพูดไม่ใช่เรื่องที่ว่าภาษาวิบัติควรหรือไม่ควร เพราะหากใช้วิจารณญานไตร่ตรองดูก็น่าจะเข้าใจแล้ว หากไม่มีความบกพร่องทางบรรทัดฐานของสังคมก็น่าจะมีความคิดเห็นตรงกัน แต่ผมพยายามจะชี้ให้เห็นถึงอีกประเด็นหนึ่งคือวิวัฒนาการในด้านภาษา ที่มักจะไม่มีใครมองกัน(หรืออาจจะมีคนมองไปแล้วแต่ผมโลกแคบจนไม่รู้เรื่อง)

หน้าที่หลักของภาษาก็คือเครื่องมือสื่อสาร แต่สำหรับผมแล้วภาษาเป็นอะไรที่มากกว่านั้น ภาษายังเป็นเครื่องมื่อช่วยในการคิดและการรับรู้อีกด้วย ในประเด็นนี้คิดว่าผู้อ่านที่exteenคงเข้าใจเพราะว่าเขียนบล๊อกกันทุกคน อย่างน้อยทุกคนคงได้ผ่านการเขียนมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นdiary บทความ นิยาย หรืออะไรต่างๆ ทั้งหมดนี้อาศัยการเรียบเรียงความคิดผ่านภาษา ผ่านรูปประโยค ผ่านการเลือกใช้คำ ในทางกลับกันภาษานอกจากจะใช้สื่อสารแล้วยังใช้รับรู้อีกด้วย เพราะเมื่อเรามองสิ่งต่างๆเรานิยามสิ่งที่เราเห็นด้วยคำ แทนความหมายด้วยคำ เช่น นี่คือคอมพิวเตอร์นะ นี่คือโต๊ะนะ นี่คือเก้าอี้นะ ซึ่งในจุดนี้ทำให้การรับรู้ในภาษาต่างๆแตกต่างกันอีกด้วย

ความแตกต่างกันทางภาษายังทำให้คนมีระบบความคิดที่แตกต่างกัน เช่นภาษาอังกฤษไม่มีการแทนสรรพนามผู้พูดที่แสดงถึงฐานะเหมือนภาษาไทย คำในภาษาเยอรมันมักจะมีความหมายที่ลึก(ส่งผลให้เยอรมันมีนักคิดนักปรัชญามากมาย) หรือตัวอักษรภาษาจีนที่เกิดจากการผสมระหว่างภาพทำให้ชาวจีนมีการรับรู้ถึงการเกิดของสิ่งต่างๆอันสอดคล้องกับปรัชญาเต๋า(สรรพสิ่งกำเนิดจากธาตุทั้งห้า) ต่างๆเหล่านี้ผมไม่มีข้อมูลอ้างอิงหรอกครับ แค่จำชาวบ้านมาถ้าอยากรู้ลองไปหาหนังสืออ่านคงเจอ

ฉะนั้น!(เข้าเรื่องซะที) ภาษาวิบัติหรือภาษาแอ๊บแบ๊วของวัยรุ่นยุคนี้จึงไม่ควรคิดในแง่ของสิ่งที่ควรห้ามอย่างเดียว แต่ยังเป็นสิ่งที่ควรศึกษาอีกด้วย

ผมไม่สามารถยืนยันได้ว่าต้นกำเนิดของภาษาแอ๊บแบ๊วเกิดจากอะไร ผมจึงคิดโดยเอาตัวเองเป็นหลักไว้ก่อน(ซึ่งหากเป็นงานวิชาการผมคงโดนขยำทิ้งแน่นอน) เพราะผมคิดว่าผมเองก็ได้ผ่านวัยรุ่นมาเหมือนกัน(และยังไม่ถึงกับ"พ้น"วัยรุ่นซะทีเดียว) ผมได้ผ่านการใช้ภาษาแช็ท ได้คิดคำแปลกๆมาใช้เองบ้าง ศัพท์วัยรุ่นก็พูดติดปากมาบ้าง จึงได้ตั้งข้อสังเกตุไว้สองสามประการ

สาเหตุแรกเลยที่ผมใช้ภาษาวิบัติในการแช็ท(หลังจากนี้ขอเรียกว่าภาษาแช็ทเพื่อสนองความขี้เกียจพิมพ์)ก็คงเช่นเดียวกับหลายๆคน คือขี้เกียจพิมพ์ อันนี้ไม่ต้องอธิบายก็คงเข้าใจกัน

สาเหตุที่สองที่ใช้ภาษาแช็ทเพราะต้องการให้ตอบรับกับภาษาพูด เหมือนกับเวลาอ่านนิยายแล้วมีคำพูดภายใต้เครื่องหมาย "..." เช่น "หิวมั้ย" "กินอะไรมารึยัง" "ถ้ายัง" "กินข้าวกันหน่อยดีมั้ย" เป็นต้น ต่างๆเหล่านี้ทำให้อธิบายคำใหม่ๆที่เกิดขึ้นบางคำได้เช่น "เด๋วเหอะ" "หรอ" "อ่านะ" "เง้อ" "ไปและ" ซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้เกิดจากการขี้เกียจพิมพ์ แต่เกิดจากความต้องการจะแสดงน้ำเสียงใสๆแบบวัยรุ่นให้ตรงตามอารมณ์นั่นเอง

แต่กรณีนี้ยังเกิดผลในทางกลับกันอีกด้วย คือการนำภาษาแช็ทมาพูดในชีวิตประจำวันโดยที่ไม่ได้เกิดจากความต้องการแสดงอารมณ์แบบวัยรุ่น เช่น "กำ" "ครวย" "สุดยิด" ฯลฯ แต่เอาเข้าจริงๆแล้วผมก็แยกไม่ออกอยู่ดีว่าคำไหนที่เป็นกรณีแรกและคำไหนที่เป็นกรณีหลัง เพราะภาษาพูดนั้นเปลี่ยนเร็วและมักจะเกิดขึ้นเฉพาะกลุ่มมากกว่าภาษาเขียน บางทีศัพท์ในกลุ่มเพื่อนสองกลุ่มยังแตกต่างกัน บางทีวัยเดียวกันต่างโรงเรียน ต่างอาชีพกันยังคุยกันไม่รู้เรื่องเลย อันนี้เกิดขึ้นเป็นธรรมดา

อยากให้สังเกตุว่ากรณีทั้งสองนี้ต่างจากภาษาแช็ทที่แอ๊บแบ๊วอื่นๆตรงที่มีการใช้พูดจริง เพราะบางคนพิมพ์ภาษาแช็ทแต่ก็ไม่ได้พูดเหมือนเวลาพิมพ์ อันนี้สร้างความฉงนแก่ผมมาก เพราะเจอตัวเป็นๆก็พูดจาปรกติดีแต่พอแช็ทกันนี่ยานคางเป็นคนแก่ไปเลย เช่น "วานนี้ยางมะด้ายกิงข้าวเรยย หิวมั่กมั่ก หิวจนจาตายอยู่แล้น" แบบนี้เป็นต้น

ซึ่งการใช้ภาษาแช็ทในลักษณะหลังนี้ผมเรียก(ของผมเอง)ว่าภาษาแอ๊บแบ๊ว ผมไม่ทราบว่ามีใครนิยามคำว่าภาษาแอ๊บแบ๊วไว้หรือยัง แต่ผมคาดว่ายังไม่มีใครที่ศึกษาเรื่องภาษาแช็ทอย่างจริงจังเพราะถ้าหากมีแล้วentryนี้ของผมคงปล่อยไก่ตัวเบ้อเร่อ น่าอับอายขายหน้าเป็นอย่างมาก(แต่ถ้าหากมีแล้วจริงๆโปรดแนะนำผมด้วย ผมคิดว่ามันเป็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจพอสมควร)

ว่าถึงภาษาแอ๊บแบ๊วนี่ผมคิดว่าจุดประสงค์ก็คงเป็นไปตามชื่อน่ะแหละ คือแสดงความน่ารักอย่างเกินพอดี

และแล้วคำถามก็คือ ภาษาแช็ทของวัยรุ่นปัจจุบันนี้กำลังบ่งชี้ถึงอะไร

หลังจากนี้ผมจะมีแต่คำถามให้เป็นการบ้านแล้วเพราะผมก็ได้แต่คาดเดา(ซึ่งมึงก็เดามาตั้งแต่แรกแล้วอะนะ)

ภาษาแอ๊บแบ๊วนี้อาจจะบ่งชี้ถึงความต้องการที่จะแสดงถึงอารมณ์ของผู้สื่อมากกว่าความเข้าใจของผู้รับหรือไม่?

นั่นบ่งชี้ว่าวัยรุ่นปัจจุบันนี้สนใจแต่ความรู้สึกตัวเองโดยไม่แคร์คนรอบข้างหรือไม่?

ภาษาแอ๊บแบ๊วนั้นเกิดจากความต้องการจะทำให้ตัวเองดูน่ารักเป็นเด็กกว่าวัยหรือเปล่า?

หรือว่าวัยรุ่นทุกวันนี้ไม่คิดจะโตกันแล้ว?

หรือที่วัยรุ่นไม่คิดจะโตเพราะไม่อยากเป็นอย่างผู้ใหญ่ที่โตแต่ตัว?

ทำไมคนบางกลุ่มถึงคิดว่าภาษาวิบัติคือความคิดสร้างสรรค์?

การคิดคำใหม่ๆนั้นเกิดจากความต้องการสร้างตัวตนผ่านทางการสร้างคำเพื่อเป็นผู้นำในกลุ่มหรือไม่?

ผมคิดว่าคำถามเหล่านี้น่าคิดและน่าตอบมากกว่าคำถามที่ว่าภาษาวิบัติควรใช้หรือไม่ควรใช้มากนัก มันน่าจะอธิบายโลกทัศน์ของวัยรุ่นได้ไม่มากก็น้อย หรือในทางกลับกันอาจใช้พฤติกรรมของวัยรุ่นมาอธิบายสาเหตุและลักษณะ อาจจะแยกประเภทของภาษาแอ๊บแบ๊วได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ผมอยากจะฝากไว้ว่าภาษาเป็นเครื่องมือสำหรับการสื่อสาร การอนุรักษ์ภาษาไทยก็ควรเป็นไปเพื่อทำให้ภาษาไทยนั้นเป็นสากล เป็นทางการ เพื่อความเป็นเข้าใจระหว่างผู้สื่อสารกับผู้รับสาร ไม่แน่ว่าภาษาแอ๊บแบ๊วในวันนี้อาจเป็นภาษาทางการในอีกแปดสิบปีข้างหน้า เมื่อคนในยุคนี้ได้ตายกันไปหมดแล้วภาษาที่กำลังใช้อยู่นี้อาจกลายเป็นภาษาโบราณไปเหลือแค่ในพจนานุกรม

ส่วนการอนุรักษ์ภาษาเพื่อรักษาวัฒนธรรมไทยอันดีงามน่ะเหรอ...

เอะอะก็ว่ารักษ์เปล่าๆ ผมไม่เคยเชื่อสักนิดว่าวัฒนธรรมไทยน่ะมีอยู่จริง

 

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เขียนดีมาก ประเด็นน่าสนใจ สมควรเผยแพร่

ผมจึงให้ดาวตัวเองHot!
#1  by  609 At 2008-02-13 07:58, 
ก็เพราะวัฒนธรรมไทยไม่มีอยู่จริง
แต่ก็นั่นแหละครับ ถ้าการสื่อสารไม่เป็นสากล แล้วทุกคนจะเข้าใจตรงกันได้อย่างไร?Hot!
#2  by  iMase At 2008-02-13 08:01, 
ผม add ให้อีกดวง Hot!
#3  by  Art VS. Ying At 2008-02-13 08:01, 
555+
คุณใจตรงกับผมในเรื่องที่รู้สึกมันเป็นกระแส555+

แต่คุณดูเปิดกว้างดีนะครับ ผมก็พิ่งเขียนเอนทรี่เสร้จไปเรื่องภาษาวิบัติ-*- เฮ่555+
#4  by  [veho---[[as Gaara]] At 2008-02-13 08:09, 
Hot! ลืมให้ ที่จริงแล้วผมก็รู้สึกว่าอยากได้hotเหมือนกันนะเนี่ย เป็นอะไรที่น่าสนใจดี
#5  by  [veho---[[as Gaara]] At 2008-02-13 08:15, 
Hot! Hot! Hot!
good~!! this is so good
this entry should be in hot topic
#6  by  PomPaliciouSss ♥~ At 2008-02-13 08:19, 
เอาไปอีกหนึ่ง ไม่สิ ให้สองเลย Hot! Hot!
#7  by  พ. At 2008-02-13 10:27, 
ขียนดีมาก ประเด็นน่าสนใจ สมควรเผยแพร่

ผมจึงให้ดาวตัวเอง
#1 by 609 At 2008-02-13 07:58

ตูหละฮาจริงๆ เดี๋ยวค่อยมาอ่าน
เอาดากอนบอลไปเลยHot! sad smile
#8  by  blackholesun At 2008-02-13 11:35, 
ครบเจ็ดลูกก็รีบขอพรซะนะพี่
ส่วนตัวเขียนมาแล้ว แล้วก็ตอบรับกันถล่มทลายเถียงกันไม่หวั่นฟ้าเกรงดินเลยทีเดียว ฮ่ะ

สรุปสุดท้ายมันก็ไปลงร่องกาลเทศะอยู่ดีอะแหละ
เห็นด้วยกับคห.1 ครับ

(กล้ามากเลยนะนั่น -_-")


แถมให้อีกหนึ่งดาว Hot!
#10  by  ifine™ At 2008-02-13 14:31, 
ตื่นเต้นตั้งแต่เขียนอะไรที่ดูมีสาระมากๆแล้ว
และยังตื่นเต้นซ้ำสองเมื่อให้ดาวตัวเอง
เอาไปอีกดวงก็แล้วกัน
Hot!

ปล. เห็นด้วยทุกกรณี แต่ขี้เกียจทำการบ้าน
โอ้โห ดาก้อนบอลเต็มไปหมดเลย

ขอเตือนว่าอย่าเพิ่งโดนชี้นำโดยคอมเม้น#1ครับ มันเป็นคนแบบนั้นเอง

ดูดีดีก่อนว่าentryนี้มีประเด็นอะไรใหม่ๆที่ควรนำเสนอหรือไม่ หรือว่าก็แค่เขียนเรื่องกำลังอินเทรนด์ ดูมีสาระนิดหน่อยก็ใช้ได้แล้ว

สาระน่ะหาที่ไหนก็ได้ครับ ที่entryนี้กำลังนำเสนอคือทัศนคติต่างหาก
#12  by  609 At 2008-02-13 16:32, 
จริงอย่างที่ว่าจริงๆเลยครับ

การรักษาวัฒนธรรมประเพณี ของคนรุ่นก่อนนั้น มีดีหลายอย่างก็จริง แต่หากคุณไม่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ หรือที่ร้ายกว่านั้นคือไปว่าคนที่กำลังเปลี่ยนมัน เราก็คงไม่มีการพัฒนา

เพียงแต่ว่าบางครั้ง การรักษาสิ่งดีๆที่มีอยู่นั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน

ภาษาวิบัตินั้น หลายคนนำมาใช้เพื่อความสนุกหรือเพราะขี้เกียจเขียนนั้น ผมไม่ขอว่าอะไร แต่คุณก้ควรจะใช้ให้ถูกที่ ถูกเวลา และถูกกาลเทศะเหมือนกันครับ ตราบใดที่ยังมีสิ่งที่เรียกว่าค่านิยม ซึ่งหลายคนนำมาใช้บ่งบอกถึงการกระทำของคนหลายๆคนเช่นกัน
#13  by  OrdinaryMan คนธรรมดา At 2008-02-13 18:20, 
คุณความเห็นที่ 12 ครับ ถ้าเห็นคนอื่นได้ดีแล้ว ก็อย่าไปอิจฉาเจ้าของ blog สิครับ
confused smile
#14  by  iMase At 2008-02-13 18:24, 
555 trend ภาษาวิบัติกำลังแรงสินะ คนเลยออกมาด่าเยอะ

เห็นด้วยครับว่า เราต้องยอมรับและศึกษาความเปลี่ยนแปลงมากกว่า

ปล.มีแว้งงับคอตัวเองด้วยแฮะ - -''
#15  by  PseudoMedicine_(。◕‿◕。 )/ At 2008-02-13 18:42, 
เพิ่งอัพไปเหมือนกันค่ะ บอกตามตรงไม่รูนะว่ามันกำลังแรง -*- ไปอ่านเจอมาและมีประโยชน์เลยเอามาแปะ (แต่ให้เครดิตนะ) อย่างไรก็คิดว่าใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องย่อมดีกว่า ส่วนประเด็นที่ว่าภาษาวิบัติจะเป็นภาษาทางการในอีกกี่สิปปีข้างหน้านั่น ไม่สนใจค่ะ เพราะปัจจุบันภาษาไทยที่สระสรวยอย่างเป็นทางการอยู่ ก็สมคสรใช้ให้ถูกต้อง

ปล.ใช้กันน่ารักแต่พองามก็น่ารักดีค่ะ แต่ถ้าจงใจแอ๊บแบ๊วนี่ก็ไม่ไหวนะ รักภาษาไทยสักนิดก็ดีนะคะbig smile
#16  by  love + love = love love At 2008-02-13 19:04, 
double wink คิดเก่ง
กาละเทศะเท่านั้นครับ
#18  by  แมงกลิ้งขี้ At 2008-02-13 19:26, 
- ผู้ส่งสารจำนวนไม่น้อยคิดว่าภาษาแอ๊บแบ๊วทำให้ตัวเองดูน่ารัก น่าเอ็นดูขึ้นในสายตาของผู้รับสาร
- แต่ผู้รับสารจำนวนไม่น้อย ก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่ารำคาญภาษาแอ๊บแบ๊วจะตายหงส์ตายห่าน
- มีใครทำวิจัยแล้วหรือครับว่า ภาษาแอ๊บแบ๊วมันทำให้ดูน่ารักน่าเอ็นดูหรืออ้อน teen มากกว่ากัน
question
#19  by  Chubby Chocobo At 2008-02-13 19:42, 
เอาไปก่อนเลย Hot!

แต่ ที่ช่วงนี้เค้าลุกขึ้นมาโวยเรื่องภาษาวิบัตินี่ ไม่อยากให้คิดว่ามันเป็นกระแสนะ
ทำไมไม่คิดในมุมกลับกันว่า "มันเกินจะทน" แล้วบ้างล่ะคะ ^^
#20  by  -:-LiLiMu-:-Kisss-:- At 2008-02-13 19:50, 
ถูกครับ คอมเม้น 1 กล้าเล่นมาก แต่ๆ ละคอมเม้นนั้น อ่านยากจริงๆ sad smile
#21  by  หมีขั้วโลก™ At 2008-02-13 20:58, 

ปัญหาอย่างเดียวของภาษาวิบัติก็คือ

ทำให้คนใช้ดูโง่ครับ

#22  by  PastelSalad At 2008-02-13 21:03, 
"ในอีกแปดสิบปีข้างหน้า เมื่อคนในยุคนี้ได้ตายกันไปหมดแล้วภาษาที่กำลังใช้อยู่นี้อาจกลายเป็นภาษาโบราณไปเหลือแค่ในพจนานุกรม"

ผมเห็นด้วยมากๆเลยครับ แต่ไม่ใช่ว่าผมสนับสนุนภาษาวิบัตินะ ประเภทที่อ่านยากๆนี่บางทีก็ไม่ไหวเหมือนกันน่ะครับ

ปล.เอนทรี่นี้ขึ้น Hot Postไปแล้ว ขอแสดงความยินดีกับเจ้าของบลอกด้วยนะครับ confused smile
#23  by  SkyKiD At 2008-02-13 21:35, 
เคยนึก
ว่าวัฒนธรรม คืออะไร ที่ทำกันมานาน จนเป็นประเพณี เกือบๆจะถึงข้อบังคับ??


ฉะนั้น เปลี่ยนแปลงได้ ?
#24  by  urasmota* At 2008-02-13 21:56, 
ไม่รู้แอ๊บแบ๊ว รึปล่าว

เล่นเกม online อยู่

เข้าไปขอ บัพพระ (คนที่พอเคยเล่นน่าจะรู้)

ขอเรียบร้อย "จัยคับ" (ด้วยความขี้เกียจพิมพ์ และ อื่นๆ)

โดนเลยครับท่าน "คนไทยหรือเปล่า ใจ ไม่ใช่ จัย"

"ครับ ไม่ใช่ คับ"

ผมบอกกลับไป "เ่อ่อ มันพิมพ์เร็วดีอ่ะคับ"(ยัง "คับ"อยู่)

ท่านบอกกลับมาว่า "ข้ออ้างทั้งนั้น แหละ คิดซะใหม่นะ
เป็นคนไทย ช่วยใช้ภาษาให้ถูกต้องด้วย"

ด้วยความเป็นคนไม่ยอมคน จึงตอบกลับไปว่า"ครับๆ คราวหน้าจะพิมพ์ให้ถูก(สู้คนมากนะมึง- -*)"

จบข่าว...Hot!
#25  by  ซาลาดิน At 2008-02-13 22:48, 
อ่ะแฮ่ม ก่อนอื่นขอติสักนิดหนึ่งนะเจ้าคะ เขียนคำผิดน่ะค่ะ "สังเกตุ" ต้องเขียนว่า "สังเกต" นะคะ ^^

ต่อมาก็ขอตอบคำถามสักเล็กน้อย ตามทัศนคติของข้าพเจ้า

ภาษาแอ๊บแบ๊วนี้อาจจะบ่งชี้ถึงความต้องการที่จะแสดงถึงอารมณ์ของผู้สื่อมากกว่าความเข้าใจของผู้รับหรือไม่?
>>> คิดว่าเป็นเช่นนั้นแหละค่ะ อาจจะเป็นเพราะเค้าคิดว่า คนอื่นต้องรู้และเข้าใจในสิ่งที่เค้าพูดแล้วยังไงคะ (ดูเหตุผลต่อในข้อ 2)

นั่นบ่งชี้ว่าวัยรุ่นปัจจุบันนี้สนใจแต่ความรู้สึกตัวเองโดยไม่แคร์คนรอบข้างหรือไม่?
>>> ไม่เกี่ยวกันหรอกค่ะ เพราะภาษาเช่นนี้ก็แพร่หลายอยู่ในระดับหนึ่ง ดังนั้นการใช้ภาษาเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะคิดถึงแต่ตนเองไม่ใส่ใจคนรอบข้างสักหน่อย

ภาษาแอ๊บแบ๊วนั้นเกิดจากความต้องการจะทำให้ตัวเองดูน่ารักเป็นเด็กกว่าวัยหรือเปล่า?
>>> แน่น๊อน~! อยากให้ตัวเองน่ารักน่ะใช่ แต่ดูเด็กกว่าวัยนี่เป็นส่วนน้อยค่ะ อีกอย่างก็คือการเลียนแบบคำพูดนั่นแหละค่ะ

หรือว่าวัยรุ่นทุกวันนี้ไม่คิดจะโตกันแล้ว?
>>> ไม่เกี่ยวหรอกค่ะ

หรือที่วัยรุ่นไม่คิดจะโตเพราะไม่อยากเป็นอย่างผู้ใหญ่ที่โตแต่ตัว?
>>> ไม่เกี่ยวกันหรอกค่ะ คนมากมายที่ใช้ภาษาที่คุณเรียกว่า "ภาษาแอ๊บแบ๊ว" ก็ไม่ได้คิดอยากจะ "ไม่โต" หรือ "เป็นเด็กตลอดไป" หรอกค่ะ ไม่เชื่อก็ลองถามๆ ดูก็ได้

ทำไมคนบางกลุ่มถึงคิดว่าภาษาวิบัติคือความคิดสร้างสรรค์?
>>> งั้นเรามาถามก่อนว่า อะไรคือสิ่งที่เรียกว่า "ความคิดสร้างสรรค์" เหรอคะ? ใช่การที่พัฒนาสิ่งใหม่ๆ หรือเปล่า? จำเป็นต้องมีประโยชน์ด้วยมั้ย? แล้วประโยชน์สำหรับตัวใครล่ะ?....ที่ข้าพเจ้าต้องการจะสื่อก็คือ สิ่งเหล่านี้มันเป็นแค่ ทัศนคติส่วนบุคคล นั่นแหละค่ะ ไม่มีใครบอกได้หรอก ว่า ความคิดใครถูกหรือผิด

การคิดคำใหม่ๆนั้นเกิดจากความต้องการสร้างตัวตนผ่านทางการสร้างคำเพื่อเป็นผู้นำในกลุ่มหรือไม่?
>>> โห...ตอนเค้าใช้กันใหม่ๆ คนคิดเค้าคงไม่ได้มานั่งคิดมากปานนั้นหรอกค่ะ ก็แค่ความขี้เกียจเท่านั้นแหละ แต่คนหลังๆ นี่สิ ที่คิดมากกัน....

อ่า...แต่ว่า กับประโยคนี้ "ไม่แน่ว่าภาษาแอ๊บแบ๊วในวันนี้อาจเป็นภาษาทางการในอีกแปดสิบปีข้างหน้า เมื่อคนในยุคนี้ได้ตายกันไปหมดแล้วภาษาที่กำลังใช้อยู่นี้อาจกลายเป็นภาษาโบราณไปเหลือแค่ในพจนานุกรม" ก็เห็นด้วยอยู่นะคะ

แต่ก็อีกนั่นแหละ...มันเป็นสัจธรรมก็จริงอยู่ แต่บางทีข้าพเจ้าก็รู้สึกเหมือนกับว่า วัฒนธรรมของเรา กำลังเดินถอยหลัง...ลองไปตรวจดูคำบางคำที่เรียกว่า "ภาษาวิบัติ" ในตอนนี้กับคำเก่าๆ ที่ใช้กันในแต่ก่อนนะคะ เหมือนกันเด๊ะเลย ก็ไม่รู้จะว่ายังไงเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นคำว่า "เป็น" ในหนังสือเก่าๆ ข้าพเจ้าก็เห็นเค้าเขียนกันว่า "เปน" เหมือนกัน...อืม...

ฮะฮะ แต่ประโยคนี้ไม่เห็นด้วยนะเจ้าคะ ประโยคที่ว่า "เอะอะก็ว่ารักษ์เปล่าๆ ผมไม่เคยเชื่อสักนิดว่าวัฒนธรรมไทยน่ะมีอยู่จริง"

ข้าพเจ้าไม่รู้ว่า คุณไม่เชื่อว่า มีอยู่จริง ในประเด็นไหนเหมือนกันนะคะ ถ้าหากจะให้ดีก็บอกสักนิดว่า เพราะอะไรถึงคิดว่า "วัฒนธรรมไทยไม่มีอยู่จริง"

แต่ตามเหตุผลที่ข้าพเจ้าคิดนะคะ ก็คือว่า คุณคิดว่า สิ่งที่เรียกว่า "วัฒนธรรมไทย" นั้นก็ล้วนแล้วแต่ ไปลอกไปดัดแปลงเขามากันทั้งสิ้น

ถ้าคิดตามข้างต้นจริง ข้าพเจ้าก็ขอให้เหตุผลของข้าพเจ้านะคะว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนเลียบแบบกันทั้งสิ้นนั่นแหละ ถึงไม่ได้ลอกเลียนแบบกันเอง ก็ลอกเลียนหรือดัดแปลงแบบมาจากธรรมชาติทั้งนั้น ลองสังเกตกันดูดีๆ แล้วกันนะคะ

นอกจากนั้นแล้วคำว่า "วัฒนธรรม" นั้นก็เป็นแค่สิ่งที่มนุษย์ บัญญัติขึ้น สมมุติขึ้นมา เท่านั้น หากว่า สิ่งที่เราอ้างว่ามันคือ "วัฒนธรรมไทย" นั้นตรงกับความหมายที่มนุษย์บัญญัติขึ้นมา ทำไมมันจะไม่ใช่ ไม่เป็น "วัฒนธรรม" ล่ะคะ?

ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ...^^


ปล. อย่าลืมนะคะว่า ทั้งหมดที่กล่าวมา ล้วนเป็น "ทัศนคติ" ของข้าพเจ้าเพียงผู้เดียวเท่านั้น!!
ปล.2 ยาวไปหน่อย(นี่เรียกว่า หน่อย เรอะ!!) แหะๆ...ขอโทษด้วยนะคะ ^^"sad smile
#26  by  Cherrykids At 2008-02-13 23:14, 
อ้อ ลืมให้ดาว Hot!

อิอิ ความจริงประเด็นนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากนะคะ แล้วก็เถียงร้อยวันพันปีก็ไม่มีวันจบหรอกค่ะ เพราะต่างคนก็ต่างคิดว่า ตัวเองถูกทั้งนั้น

จริงมั้ยคะ? confused smile
#27  by  Cherrykids At 2008-02-13 23:16, 
มาชอบเอาประโยคสุดท้ายนี่แหละ คิดตรงกัน
#28  by  sio หมีน้อยพรรคมาร At 2008-02-13 23:17, 
เขียนดี สมควรให้ดาวHot! big smile
#29  by  *บลาสท์ At 2008-02-14 01:00, 
อ่านเอนทรี่นี้แล้วคิดถึงภาษาบาลีเลย

แล้วภาษาไทยก็คงเสื่อมถอยตามกาลเวลา

อืมม ว่าแต่จะอีกกี่ปี 5555

คนเม้นท์ก็บ้าค่ะ เอิ๊ก
#30  by  tungmay At 2008-02-14 08:45, 
นั่งแคะขี้มูก เลื่อนหน้าอ่านผ่านๆ...

ขึ้น hot post ไปแล้ว เสร็จล่ะมึง คราวนี้โดนสั่งปิดแน่ๆ
#31  by  LiTTLe At 2008-02-14 09:23, 
เออ สงสัยอย่างนึง ไม่ๆสองอย่างดีกว่า
ทำไมบลอกต้นเรื่องมีดราก้อนบอลน้อยกว่าบลอกนี้วะ
แล้วทำไมมึงไม่คอมเมนต์ในบลอกต้นเรื่องซะหน่อยล่ะ
#32  by  LiTTLe At 2008-02-14 09:35, 
เกิดคำถามมากมายจริงๆ เลยครับหลังอ่านจบ แต่ผมรู้ว่า บ้านเราก็คงเป็นแบบนี้แหละ แก่นสารมาทีหลังกฎ วัฒนธรรมต้องอยู่บนหิ้ง
#33  by  นกฮูกดีไซน์ At 2008-02-14 15:06, 
ลืมให้Hot!
#34  by  นกฮูกดีไซน์ At 2008-02-14 15:07, 
กูคาดว่า ไอ "ครวย" กะ "สุดยิด" น่าจะมาจาก ไอเชี่ยรอเรือใกล้กะคอควาย และ สระอิแม่งใกล้อออ่าง เลยเกิดอาการลั่นบ่อยครั้ง ซึ่งพอแม่งพิมผิดบ่อยๆ ไอคนที่เหนบ่อยๆแม่งเลยคิดว่า "สงสัยแม่งศัพท์วัยรุ่นว่ะสาดดดด....กูต้องอินเทรน!!....ใช้กะเค้าบ้าง"....butterfly effectsad smile
#35  by  BM (210.1.44.252) At 2008-02-15 17:37, 
กูหลับตั้งแต่ย่อหน้าที่สองแล้ว
#36  by  nuut At 2008-02-18 19:06, 
พี่รักภาษานะคะ แต่ไม่เอะอะ
อย่าเกรี้ยวกราดไปเลยนะคะ question
ใส่ดาว ยังไง??

รักษ์ตัวเองยังไม่ได้ อย่าเอาอะไรกว้างๆเลย = =
#38  by  Pkzii At 2008-02-23 08:42, 
สวัสดีค่ะ

เอ่อ.. หวัดดีว่ะๆ
#39  by  amaie* At 2008-03-04 09:11, 

<< Home