เนื่องจากข้าพเจ้าทราบว่ามิตรรักแฟนบล๊อกหลายๆท่านคงเอือมระอาและสะอิดสะเอียนกับการอัพบล๊อกโดยไร้ประเด็น มั่วซั่ว และไม่ได้อะไรจากการเสียเวลาอ่านเลย
แทนคำแก้ตัว ครั้งนี้ข้าพเจ้าจะเขียนอะไรซึ่งหนักหน่วง และชวนขบคิดบ้าง เพื่อเป็นการเปลี่ยนรสชาติจากความไร้สาระอันเป็นปรกติ
และจะพยายามเขียนให้รู้เรื่องด้วย!
ประเด็นร้อนและหนักหน่วงที่ข้าพเจ้ากำลังจะกล่าวถึงสองสามอย่าง(อาจจะเป็นสองหรือสาม หรือเท่าไหร่ก็ไม่รู้ มันก็แล้วแต่ว่าจะเบื่อเขียนเมือ่ไหร่) หวังว่าจะอยู่ในความสนใจของบุคคลทั่วไปในเวลาปัจจุบันบ้างไม่มากก็น้อย เพื่อไม่เป็นการขัดต่อมารยาทการเขียนบล๊อกที่ดี แต่เรื่องภาษาสุภาพนั้นอย่าหวังจะได้อ่านจากบล๊อกนี้เด็ดขาด
เรื่องที่1 โลกร้อน (Global Warming)
เรื่องนี้จะไม่พูดก็ไม่ได้ เนื่องจากโลกใบนี้ตกอยู่ในฐานะผู้ไถ่บาปสากลแห่งมวลมนุษยชาติ และวันดีคืนดีก็มีสัญญาณอันตรายดังเปรี้ยงปร้างว่า "พอกันที กูไม่ไหวแล้ว" จากโลกกลมๆน่ารักๆใบนี้
ประเด็นนี้ถือเป็นประเด็นร้อนสากลในทศวรรษนี้เลยทีเดียว(จะไม่ให้เป็นประเด็นร้อนได้ไง ก็แม่งร้อนจะตายห่ามากขึ้นทุกวันๆ) นักวิชาการทั้งฝ่ายที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องต่างมุ่งความสนใจไปยังปัญหานี้และอีกทั้งหนังอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวกับภัยพิบัตทางธรรมชาติ ซึ่งก่อนหน้านี้หนังฟอร์มยักษ์จากฝั่งตะวันตกจะชอบนำเสนอมหันตภัยแห่งมวลมนุษยชาติอันเกิดจากการกระทำจากนอกโลก แต่ ณ ศตวรรษนี้ เป็นที่ตระหนักแล้วว่าภัยจากมนุษย์เองนั้นมาเร็ว มาแรง กว่ามาก สารคดีเรื่อง An Inconvenient Truth นับเป็นคู่มือเบื้องต้นสำหรับผู้สนใจในเรื่องนี้ได้ดีทีเดียว (ข้าพเจ้าเองก็เพิ่งรู้เรื่องหลังดูสารคดีนี้เช่นกัน)
ในเมื่อประเด็นมันร้อนขนาดนี้ ข้าพเจ้าก็พูดได้แต่เพียงว่า.... ช่างแม่ง!
ถึงแม้ข้าพเจ้าจะได้รับการกรอกหูมากมายเกี่ยวกับการช่วยกันรักษาพลังงาน การคำนึงถึงสภาวะแวดล้อม และการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคโดยไม่ยั้งคิด แต่บอกได้คำเดียวว่าข้าพเจ้าไม่สนเหี้ยอะไรทั้งนั้น
หากมองย้อนประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ตั้งแต่รู้จักใช้เครื่องมือมนุษย์ก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องอื่นใดนอกจากตนเอง มนุษย์ถนัดในการทำลายมากกว่ารักษา ทอดทิ้งมากกว่าเยียวยา และหากจะคิดหาวิธีเยียวยาสภาพแวดล้อมโลกให้กลับเป็นปรกติ ข้าพเจ้าคิดว่าให้แม่งตายกันให้หมดโลกไปเลยจะง่ายและสมเหตุสมผลกว่ามาก
จากวันนี้ไป แน่นอนว่ากระแสการอนุรักษ์ธรรมชาติจะต้องรุนแรงและเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น จนบัดนี้ข้าพเจ้าหลับตาก็เห็นภาพคนใส่ชุดสีฟ้า เด็นขบวนประท้วงให้ลดการใช้ถุงพลาสติก พร้อมอุ้มต้นไม้ไปด้วยดังเช่นในหนังเรื่องหมานคร ซึ่งมันคงเกิดขึ้นแน่ๆในอนาคต
ข้าพเจ้ายังเห็นภาพการทะนุถนอมธรรมชาติอย่างโง่เขลาและไม่ลืมหูลืมตา หากใครเด็ดดอกไม้ในอีกห้าสิบปีข้างหน้าคงจะมีความผิดร้ายแรงถึงขั้นจำคุกก็ได้
และข้าพเจ้าหวังว่าคงไม่มีใครบ้าขนาดจะหลีกหนีสังคม ปฏิเสธเทคโนโลยีทั้งปวง และออกไปตั้งรกรากอยู่บนพื้นที่อุดมสมบูรณ์โดยใช้วิถีชีวิตแบบบ้านๆ(ก็กูไม่อยากใช้คำว่าพอเพียง) แบบที่ไม่มีไฟฟ้า อยู่กระท่อมริมธาร ก่อฟืนหุงไฟทำกับข้าว อะไรแบบนั้น
แค่คิด ก็สะอิดสะเอียนจนแทบทนไม่ได้แล้ว
มันเป็นความจริงที่มนุษย์ชอบการต่อสู้ และมนุษย์ยังชอบอ้างเหตุผลนานัปการเพื่อทำให้สิ่งที่ตนต่อสู้อยู่นั้นกลายเป็นความถูกต้อง ฉะนั้น การต่อสู้เพื่อโลก ต่อสู้เพื่อธรรมชาติ หรือกระทั่งต่อสู้เพื่อมวลมนุษยชาติ คงเป็นเกียรติต่อผู้ดิ้นรนผู้นั้นอย่างสูงสุด แม้จะไม่เข้าใจเลยว่าสิ่งที่ตนต่อสู้อยู่นั้นจริงๆแล้วคืออะไร
อีกทั้งสิ่งใดที่เป็นกระแส คนโน้นว่าดี คนนี้ว่าควรทำ มันก็มักจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่ผ่านการพิจารณาถึงข้อเท็จจริง
ดังนั้น สิ่งที่ข้าพเจ้ากลัวจริงๆไม่ใช่การที่โลกจะแตกเพราะภัยธรรมชาติ แต่กลัวโลกจะแตกเพราะความบ้าบอของมนุษย์เองซะมากกว่า
สำหรับเรื่องทางแก้ปัญหา ข้าพเจ้าก็สนับสนุนการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างมีเหตุผล หากจะต้องถางป่าเพื่อให้มนุษย์มีที่อยู่อาศัยมากขึ้นนั่นก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ การอนุรักษ์ธรรมชาติสำหรับข้าพเจ้าแล้วมีจุดประสงค์เดียวคือเพื่อถ่วงเวลาให้มนุษย์สามารถคิดค้นเทคโนโลยีที่พร้อมต่อการอพยพไปอยู่บนดวงจันทร์(แน่นอนว่านี่เป็นคำอุปมา)
สิ่งที่ต้องทำจริงๆคือการที่มนุษย์สามารถจะใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องพึ่งโลก พลังงานสามารถหมุนเวียนได้โดยระบบของตัวเอง มีเกราะป้องกันภัยธรรมชาติที่สมบูรณ์ โดยที่ไม่ต้องไปเอาอะไรจากโลกอีก
แน่นอนว่ามันฟังดูเพ้อเจ้อ และข้าพเจ้าก็ไม่เคยมีความรู้ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติเลย ดังนั้นความเห็นของข้าพเจ้าก็ไม่ต่างกับคนบ้าบอที่สักแต่จะทำตัวสวนกระแส แต่นั่นคือสิ่งที่ข้าพเจ้าคิดจริงๆ และข้าพเจ้าก็สบายใจกับมัน
โลกจะแตกห่าอะไรข้าพเจ้าก็ไม่สน เพราะยังไงข้าพเจ้าก็ไม่เคยใช้ชีวิตเพื่ออุทิศให้มวลมนุษยชาติอยู่แล้ว ข้าพเจ้าพอใจกับการทำมาหาแดกใช้ชีวิตไปวันๆ และขอเพียงอย่างเดียว... คืออย่ามาเสือกเรื่องของกู
เรื่องที่2 ประเด็นที่ไม่ค่อยจะมีใครมองจากหนังเรื่อง TRANSFORMERS
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาข้าพเจ้ามีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้.. ซึ่งบอกตามตรงว่าข้าพเจ้ามัวแต่มันส์กับความอลังการของ CG จนสามารถให้อภัยจุดอ่อนด้านเนื้อเรื่องได้อย่างสนิทใจ
ไม่รู้เป็นความโชคดีหรือโชคร้ายที่ข้าพเจ้าต้องหนังแถวสองจากจอ ซึ่งนั่นคือเกือบจะหน้าสุดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นโดยหลักการของperspective สิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นทั้งเรื่องนี้จะดูใหญ่เกินจริง บวกกับการตัดต่ออย่างฉวัดเฉวียนทำเอาเกือบจะเป็นลมได้ แต่นั่นก็เป็นสิ่งแปลกใหม่ดี เพราะมันทำให้หนังเรื่องนี้ฟู่ฟ่ากว่าที่เป็นจริง ทั้งมันส์ ทั้งมึน สะใจสุดยอดไปเลย หากใครมีโอกาสลองไปนั่งแถวหน้าดู บอกได้ว่ามันส์มากหากไม่อ้วกแตกซะก่อน
แต่ประเด็นที่ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงคือประเด็นทางด้านศาสังคมของเหล่าชาว Cybertron
จากคำบอกเล่าของออพติมุส ไพร์ม ผู้นำฝ่ายออโต้บอทส์ บอกว่าที่ดาวไซเบอร์ตรอนนั้นสิ่งมีชีวิตกำเนิดขึ้นจาก เดอะคิวบ์ หรือ ออลสปาร์ค ซึ่งข้าพเจ้าจะเรียกในชื่อที่คุ้นหูกว่าว่า "ปรมาตมัน" เมื่อออลสปาร์คส่งพลังงานให้กับเครื่องมืออิเลคโทรนิคส์ (หรืออะไรก็ตามที่มันจะให้ชีวิตได้) สิ่งนั้นก็จะกลายเป็นชีวิตขึ้นมา ซึ่งข้าพเจ้าก็จะเรียกชีวิตเหล่านั้นในคำที่คุ้นหู้เช่นกันว่า "อาตมัน"
ข้าพเจ้าคิดว่าสิ่งที่ขับเคลื่อนทั้งปรมาตมันและอาตมันนี้ อาจจะเป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งที่มนุษย์อาจจะยังไม่ค้นพบ อย่างไรก็แล้วแต่ เราทราบจากออพติมุส ไพร์มว่า ดาวไซเบอร์ตรอนมีประวัติความเป็นมาก่อนหน้ามนุษย์ยาวนานมาก(ถ้าจากการ์ตูนภาคอื่นๆ ออลสปาร์คได้ลงมายังโลกตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์แล้ว) และสิ่งที่เป็นปัญหาของไซเบอร์ตรอนก็คือสงคราม
แม้ไซเบอร์ตรอนจะมีประวัติยาวนาน แต่พัฒนาการทางด้านสังคมแล้วถือว่าล้มเหลวอย่างยิ่ง ไม่ว่าออลสปาร์คจะกำเนิดสิ่งใด สิ่งนั้นก็จะแปรรูปไปเป็นเครื่องจักรสงคราม(คุ้นๆไหม) และเป็นเครื่องมือต่อสู้ระหว่างออโต้บอทส์ กับดีเซปติคอน และเมื่อออลสปาร์คหายไปจากไซเบอร์ตรอน เมกาตรอน ผู้นำฝ่ายดิเซปติคอนจึงออกตามหาด้วยตัวเอง
ฝั่งออโต้บอทส์ก็ออกตามหาออลสปาร์คเช่นกัน แต่จุดมุ่งหมายนั้นต่างกันตรงที่ต้องการจะหยุดสงคราม จะเห็นได้ว่าชาวไซเบอร์ตรอนมีความเห็นแตกออกเป็นสองฝั่ง
สิ่งที่น่าสนใจคือความคิดที่จะหยุดสงครามของออพติมุส ไพร์ม จากคำบอกเล่าคือไม่มีทางอื่นอีกแล้วที่จะหยุดสงครามได้ นอกจาก หยุดการกำเนิดใหม่ของตัวเอง
หากเราถือดาวไซเบอร์ตรอนเป็นสิ่งสะท้อนของมนุษย์ มันก็ไม่ต่างกันเลย มนุษย์ผ่านประวัติศาสตร์มาด้วยสงครามตลอดเวลา แม้สงครามจะสงบลงแต่ก็จะมีสงครามใหม่เกิดขึ้นเสมอ
เราลองนึกภาพตาม ว่ามีคนอย่างออพติมุส ไพร์มออกมาเสนอวิธีหยุดสงคราม
ไพร์ม : พวกเรามาหยุดสงครามกันเถอะ
คนอื่น : หยุดยังไงล่ะ ก็มนุษย์ถูกสาปมาให้ทำสงครามโดยธรรมชาติอยู่แล้วนี่
ไพร์ม : อย่างนั้นเราก็หยุดมวลมนุษยชาติไว้แค่นี้เลยเป็นไง จะได้ไม่ต้องต่อสู้เพื่ออะไรอีก ในเมื่อมนุษยชาติไม่มีแม้กระทั่งอนาคต อุดมการณ์ก็เป็นสิ่งไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว
คนอื่น : จะบ้าเหรอ ถ้าอย่างนั้นมึงไปตายซะคนเดียวดีกว่า
ฉากจบที่เกิดขึ้นคงจะไม่เหมือนในหนัง ฝั่งดิเซปติคอนคงมีพวกพ้องมหาศาล และออโต้บอทส์ก็คงจะมีคนเห็นด้วยอยู่ไม่กี่คน เพราะคงไม่มีใครยอมให้มนุษย์เป็นหมันกันทั้งโลกแน่นอน
ฉะนั้น ออโต้บอทส์จริงๆแล้วเป็นตัวแทนต่อความสิ้นหวังในชาวไซเบอร์ตรอน ขณะที่เมกาตรอนยังมีความเชื่อและยังมีจุดมุ่งหมายในการใช้ชีวิตต่อไป ซึ่งข้าพเจ้าก็บอกไม่ได้ว่าใครถูก ซึ่งก็คงไม่มีใครถูก อยู่ที่ว่าใครชอบความคิดเห็นของฝ่ายไหนมากกว่ากัน
หนังเรื่องนี้แม้จะดูเป็นหนังเด็ก แต่ได้นำเสนอมุมมองและความคิดในแง่ร้ายอย่างสูงสุด ออพติมุส ไพร์ม เป็นตัวละครที่สิ้นหวังและหดหู่อย่างรุนแรง ซึ่งสิ่งที่ตั้งใจจะทำนั้น นอกจากจะนำไปสู่การฆ่าตัวตายแล้ว ยังนำไปสู้การสูญสิ้นเผ่าพันธุ์อีกด้วย (อย่าลืมว่าตอนแรกไพร์มตั้งใจจะเอาออลสปาร์คใส่อกตัวเอง)
ไม่น่าเชื่อว่าหนังเด็กจะมีมุมมองอันมืดมนแบบนี้ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วข้าพเจ้าชอบมาก และถูกใจเป็นที่สุด เพราะข้าพเจ้านั้นเป็นพวก pessimistic เต็มขั้นนั่นเอง
เรื่องที่3 ทัศนคติต่อสงคราม
สืบเนื่องจากหนังเรื่อง Transformers ข้าพเจ้าก็กลับมาทบทวนทัศนคติตต่อสงครามของตนเองมากขึ้น ว่าจริงๆแล้วสงครามเป็นสิ่งที่เลวร้ายอย่างที่คิดกันจริงๆหรือ
จากตรรกะอันมั่วซั่วของข้าพเจ้า ถ้าการยุติสงครามอย่างในหนังนำไปสู่การดับ การสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ ถ้าเช่นนั้นในางกลับกันการต่อสู้ก็น่าจะทำให้เกิดการกำเนิดการพัฒนาได้
อาจจะฟังดูเพ้อเจ้อ แต่หากย้อนคิดดูแล้วคำว่าวิวัฒนาการ มันก็เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เหมือนกัน
สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการให้แข็งแกร่งขึ้นนั่นก็เพื่อความอยู่รอด หากการวิวัฒนาการเป็นกฎพื้นฐานของธรรมชาติสงครามก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเช่นกัน
หากปราศจากสงครามแล้ว มนุษย์จะไม่มีเทคโนโลยีใดๆเลย มนุษย์สามารถใช้เครื่องไม้เครื่องมือได้ก็เนื่องจากต้องการล่าสัตว์ แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ สงครามระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองก็ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าไปเรื่อยๆ
สงครามไม่เคยหายไปจากมนุษย์ แม้กระทั่งชีวิตที่เราถือกันว่าเป็นชีวิตปรกติปราศจากสงคราม ก็ยังอยู่ภายใต้การต่อสู้ที่ใช้เงินเป็นอาวุธ ผู้มีเงินมากครองความยิ่งใหญ่ มันก็ยังเป็นการต่อสู้อยู่ดี อาจกล่าวได้ว่าระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมประสบความสำเร็จได้เพราะมนุษย์นั้นล้วนเป็นผู้ฝักใฝ่สงครามนั่นเอง
มาถึงตรงนี้ข้าพเจ้าขอย้ำคำถามที่ว่า สงครามเป็นสิ่งที่เลวร้ายอย่างที่คิดจริงๆหรือ เพราะจริงๆแล้วสงคราม หรือการต่อสู้นั้นเป็นสัญชาติญานของมนุษย์ เป็นธรรมชาติ เป็นสิ่งที่จริงแท้และบริสุทธิ์ ทุกคนมีสัญชาติญานการต่อสู้อยู่ในตัว กระหายการต่อสู้ การเอาชนะ แต่แล้ว มนุษย์กลับละอายต่อตนเอง ละอายต่อธรรมชาติ ละอายต่อความจริงความบริสุทธิ์ ถึงต้องกล่าวหาสงครามเป็นสิ่งที่เลวร้าย ถึงต้องเอาเสื้อผ้ามาสวมใส่ ถึงต้องเซนเซอร์และต้องเอาอักษรศึลธรรมมาปิดนมตัวการ์ตูน
จากสามเรื่องที่ผ่านมาผู้อ่านคงคิดได้แล้วว่า "ไอ้เหี้ยนี่มันบ้า มันหลุดโลกไปแล้ว" ซึ่งข้าพเจ้ายอมรับว่าจริง ทัศนคติหลายอย่างของข้าพเจ้าเรียกได้ว่าหลุดโลกไปแล้วจริงๆ สามสิ่งนี้เป็นเพียงแค่สิ่งที่กำลังอยู่ในหัว ณ สภาพการณ์ปัจจุบัน หากในอนาคตมีอะไรจะเขียนอีกข้าพเจ้าก็คงจะเอาความคิดบ้าๆมาแบ่งปันแน่นอน หากไม่เบื่อจะอ่านซะก่อน
และอย่างที่ทุกคนทราบ เมื่อข้าพเจ้าแสดงทัศนคติต่อเรื่องต่างๆดังว่าแล้ว ย่อมต้องการความคิดเห็นของผู้อ่านด้วย ฉะนั้น ตอนนี้บล๊อกนี้ได้เปิดคอมเมนต์ฟรีแล้ว ไม่ตัองเป็นสมาชิกก็คอมเมนต์ได้ เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือไป ไม่แน่ว่าคอมเมนต์ของท่านอาจจะตบคนหลุดโลกคนนึงให้เข้าร่องเข้ารอยได้เหมือนกัน
สุดท้ายนี้ entryนี้คงเป็นentry ที่ยาวที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยเขียนมาแล้ว ใครอ่านจบถ้าไม่บ้ามากก็คงว่างมาก ก็ขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ละกัน