2007/Jul/11

เนื่องจากข้าพเจ้าทราบว่ามิตรรักแฟนบล๊อกหลายๆท่านคงเอือมระอาและสะอิดสะเอียนกับการอัพบล๊อกโดยไร้ประเด็น มั่วซั่ว และไม่ได้อะไรจากการเสียเวลาอ่านเลย

แทนคำแก้ตัว ครั้งนี้ข้าพเจ้าจะเขียนอะไรซึ่งหนักหน่วง และชวนขบคิดบ้าง เพื่อเป็นการเปลี่ยนรสชาติจากความไร้สาระอันเป็นปรกติ

และจะพยายามเขียนให้รู้เรื่องด้วย!

ประเด็นร้อนและหนักหน่วงที่ข้าพเจ้ากำลังจะกล่าวถึงสองสามอย่าง(อาจจะเป็นสองหรือสาม หรือเท่าไหร่ก็ไม่รู้ มันก็แล้วแต่ว่าจะเบื่อเขียนเมือ่ไหร่) หวังว่าจะอยู่ในความสนใจของบุคคลทั่วไปในเวลาปัจจุบันบ้างไม่มากก็น้อย เพื่อไม่เป็นการขัดต่อมารยาทการเขียนบล๊อกที่ดี แต่เรื่องภาษาสุภาพนั้นอย่าหวังจะได้อ่านจากบล๊อกนี้เด็ดขาด

เรื่องที่1 โลกร้อน (Global Warming)

เรื่องนี้จะไม่พูดก็ไม่ได้ เนื่องจากโลกใบนี้ตกอยู่ในฐานะผู้ไถ่บาปสากลแห่งมวลมนุษยชาติ และวันดีคืนดีก็มีสัญญาณอันตรายดังเปรี้ยงปร้างว่า "พอกันที กูไม่ไหวแล้ว" จากโลกกลมๆน่ารักๆใบนี้

ประเด็นนี้ถือเป็นประเด็นร้อนสากลในทศวรรษนี้เลยทีเดียว(จะไม่ให้เป็นประเด็นร้อนได้ไง ก็แม่งร้อนจะตายห่ามากขึ้นทุกวันๆ) นักวิชาการทั้งฝ่ายที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องต่างมุ่งความสนใจไปยังปัญหานี้และอีกทั้งหนังอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวกับภัยพิบัตทางธรรมชาติ ซึ่งก่อนหน้านี้หนังฟอร์มยักษ์จากฝั่งตะวันตกจะชอบนำเสนอมหันตภัยแห่งมวลมนุษยชาติอันเกิดจากการกระทำจากนอกโลก แต่ ณ ศตวรรษนี้ เป็นที่ตระหนักแล้วว่าภัยจากมนุษย์เองนั้นมาเร็ว มาแรง กว่ามาก สารคดีเรื่อง An Inconvenient Truth นับเป็นคู่มือเบื้องต้นสำหรับผู้สนใจในเรื่องนี้ได้ดีทีเดียว (ข้าพเจ้าเองก็เพิ่งรู้เรื่องหลังดูสารคดีนี้เช่นกัน)

ในเมื่อประเด็นมันร้อนขนาดนี้ ข้าพเจ้าก็พูดได้แต่เพียงว่า.... ช่างแม่ง!

ถึงแม้ข้าพเจ้าจะได้รับการกรอกหูมากมายเกี่ยวกับการช่วยกันรักษาพลังงาน การคำนึงถึงสภาวะแวดล้อม และการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคโดยไม่ยั้งคิด แต่บอกได้คำเดียวว่าข้าพเจ้าไม่สนเหี้ยอะไรทั้งนั้น

หากมองย้อนประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ตั้งแต่รู้จักใช้เครื่องมือมนุษย์ก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องอื่นใดนอกจากตนเอง มนุษย์ถนัดในการทำลายมากกว่ารักษา ทอดทิ้งมากกว่าเยียวยา และหากจะคิดหาวิธีเยียวยาสภาพแวดล้อมโลกให้กลับเป็นปรกติ ข้าพเจ้าคิดว่าให้แม่งตายกันให้หมดโลกไปเลยจะง่ายและสมเหตุสมผลกว่ามาก

จากวันนี้ไป แน่นอนว่ากระแสการอนุรักษ์ธรรมชาติจะต้องรุนแรงและเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น จนบัดนี้ข้าพเจ้าหลับตาก็เห็นภาพคนใส่ชุดสีฟ้า เด็นขบวนประท้วงให้ลดการใช้ถุงพลาสติก พร้อมอุ้มต้นไม้ไปด้วยดังเช่นในหนังเรื่องหมานคร ซึ่งมันคงเกิดขึ้นแน่ๆในอนาคต

ข้าพเจ้ายังเห็นภาพการทะนุถนอมธรรมชาติอย่างโง่เขลาและไม่ลืมหูลืมตา หากใครเด็ดดอกไม้ในอีกห้าสิบปีข้างหน้าคงจะมีความผิดร้ายแรงถึงขั้นจำคุกก็ได้

และข้าพเจ้าหวังว่าคงไม่มีใครบ้าขนาดจะหลีกหนีสังคม ปฏิเสธเทคโนโลยีทั้งปวง และออกไปตั้งรกรากอยู่บนพื้นที่อุดมสมบูรณ์โดยใช้วิถีชีวิตแบบบ้านๆ(ก็กูไม่อยากใช้คำว่าพอเพียง) แบบที่ไม่มีไฟฟ้า อยู่กระท่อมริมธาร ก่อฟืนหุงไฟทำกับข้าว อะไรแบบนั้น

แค่คิด ก็สะอิดสะเอียนจนแทบทนไม่ได้แล้ว

มันเป็นความจริงที่มนุษย์ชอบการต่อสู้ และมนุษย์ยังชอบอ้างเหตุผลนานัปการเพื่อทำให้สิ่งที่ตนต่อสู้อยู่นั้นกลายเป็นความถูกต้อง ฉะนั้น การต่อสู้เพื่อโลก ต่อสู้เพื่อธรรมชาติ หรือกระทั่งต่อสู้เพื่อมวลมนุษยชาติ คงเป็นเกียรติต่อผู้ดิ้นรนผู้นั้นอย่างสูงสุด แม้จะไม่เข้าใจเลยว่าสิ่งที่ตนต่อสู้อยู่นั้นจริงๆแล้วคืออะไร

อีกทั้งสิ่งใดที่เป็นกระแส คนโน้นว่าดี คนนี้ว่าควรทำ มันก็มักจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่ผ่านการพิจารณาถึงข้อเท็จจริง

ดังนั้น สิ่งที่ข้าพเจ้ากลัวจริงๆไม่ใช่การที่โลกจะแตกเพราะภัยธรรมชาติ แต่กลัวโลกจะแตกเพราะความบ้าบอของมนุษย์เองซะมากกว่า

สำหรับเรื่องทางแก้ปัญหา ข้าพเจ้าก็สนับสนุนการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างมีเหตุผล หากจะต้องถางป่าเพื่อให้มนุษย์มีที่อยู่อาศัยมากขึ้นนั่นก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ การอนุรักษ์ธรรมชาติสำหรับข้าพเจ้าแล้วมีจุดประสงค์เดียวคือเพื่อถ่วงเวลาให้มนุษย์สามารถคิดค้นเทคโนโลยีที่พร้อมต่อการอพยพไปอยู่บนดวงจันทร์(แน่นอนว่านี่เป็นคำอุปมา)

สิ่งที่ต้องทำจริงๆคือการที่มนุษย์สามารถจะใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องพึ่งโลก พลังงานสามารถหมุนเวียนได้โดยระบบของตัวเอง มีเกราะป้องกันภัยธรรมชาติที่สมบูรณ์ โดยที่ไม่ต้องไปเอาอะไรจากโลกอีก

แน่นอนว่ามันฟังดูเพ้อเจ้อ และข้าพเจ้าก็ไม่เคยมีความรู้ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติเลย ดังนั้นความเห็นของข้าพเจ้าก็ไม่ต่างกับคนบ้าบอที่สักแต่จะทำตัวสวนกระแส แต่นั่นคือสิ่งที่ข้าพเจ้าคิดจริงๆ และข้าพเจ้าก็สบายใจกับมัน

โลกจะแตกห่าอะไรข้าพเจ้าก็ไม่สน เพราะยังไงข้าพเจ้าก็ไม่เคยใช้ชีวิตเพื่ออุทิศให้มวลมนุษยชาติอยู่แล้ว ข้าพเจ้าพอใจกับการทำมาหาแดกใช้ชีวิตไปวันๆ และขอเพียงอย่างเดียว... คืออย่ามาเสือกเรื่องของกู

เรื่องที่2 ประเด็นที่ไม่ค่อยจะมีใครมองจากหนังเรื่อง TRANSFORMERS

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาข้าพเจ้ามีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้.. ซึ่งบอกตามตรงว่าข้าพเจ้ามัวแต่มันส์กับความอลังการของ CG จนสามารถให้อภัยจุดอ่อนด้านเนื้อเรื่องได้อย่างสนิทใจ

ไม่รู้เป็นความโชคดีหรือโชคร้ายที่ข้าพเจ้าต้องหนังแถวสองจากจอ ซึ่งนั่นคือเกือบจะหน้าสุดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นโดยหลักการของperspective สิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นทั้งเรื่องนี้จะดูใหญ่เกินจริง บวกกับการตัดต่ออย่างฉวัดเฉวียนทำเอาเกือบจะเป็นลมได้ แต่นั่นก็เป็นสิ่งแปลกใหม่ดี เพราะมันทำให้หนังเรื่องนี้ฟู่ฟ่ากว่าที่เป็นจริง ทั้งมันส์ ทั้งมึน สะใจสุดยอดไปเลย หากใครมีโอกาสลองไปนั่งแถวหน้าดู บอกได้ว่ามันส์มากหากไม่อ้วกแตกซะก่อน

แต่ประเด็นที่ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงคือประเด็นทางด้านศาสังคมของเหล่าชาว Cybertron

จากคำบอกเล่าของออพติมุส ไพร์ม ผู้นำฝ่ายออโต้บอทส์ บอกว่าที่ดาวไซเบอร์ตรอนนั้นสิ่งมีชีวิตกำเนิดขึ้นจาก เดอะคิวบ์ หรือ ออลสปาร์ค ซึ่งข้าพเจ้าจะเรียกในชื่อที่คุ้นหูกว่าว่า "ปรมาตมัน" เมื่อออลสปาร์คส่งพลังงานให้กับเครื่องมืออิเลคโทรนิคส์ (หรืออะไรก็ตามที่มันจะให้ชีวิตได้) สิ่งนั้นก็จะกลายเป็นชีวิตขึ้นมา ซึ่งข้าพเจ้าก็จะเรียกชีวิตเหล่านั้นในคำที่คุ้นหู้เช่นกันว่า "อาตมัน"

ข้าพเจ้าคิดว่าสิ่งที่ขับเคลื่อนทั้งปรมาตมันและอาตมันนี้ อาจจะเป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งที่มนุษย์อาจจะยังไม่ค้นพบ อย่างไรก็แล้วแต่ เราทราบจากออพติมุส ไพร์มว่า ดาวไซเบอร์ตรอนมีประวัติความเป็นมาก่อนหน้ามนุษย์ยาวนานมาก(ถ้าจากการ์ตูนภาคอื่นๆ ออลสปาร์คได้ลงมายังโลกตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์แล้ว) และสิ่งที่เป็นปัญหาของไซเบอร์ตรอนก็คือสงคราม

แม้ไซเบอร์ตรอนจะมีประวัติยาวนาน แต่พัฒนาการทางด้านสังคมแล้วถือว่าล้มเหลวอย่างยิ่ง ไม่ว่าออลสปาร์คจะกำเนิดสิ่งใด สิ่งนั้นก็จะแปรรูปไปเป็นเครื่องจักรสงคราม(คุ้นๆไหม) และเป็นเครื่องมือต่อสู้ระหว่างออโต้บอทส์ กับดีเซปติคอน และเมื่อออลสปาร์คหายไปจากไซเบอร์ตรอน เมกาตรอน ผู้นำฝ่ายดิเซปติคอนจึงออกตามหาด้วยตัวเอง

ฝั่งออโต้บอทส์ก็ออกตามหาออลสปาร์คเช่นกัน แต่จุดมุ่งหมายนั้นต่างกันตรงที่ต้องการจะหยุดสงคราม จะเห็นได้ว่าชาวไซเบอร์ตรอนมีความเห็นแตกออกเป็นสองฝั่ง

สิ่งที่น่าสนใจคือความคิดที่จะหยุดสงครามของออพติมุส ไพร์ม จากคำบอกเล่าคือไม่มีทางอื่นอีกแล้วที่จะหยุดสงครามได้ นอกจาก หยุดการกำเนิดใหม่ของตัวเอง

หากเราถือดาวไซเบอร์ตรอนเป็นสิ่งสะท้อนของมนุษย์ มันก็ไม่ต่างกันเลย มนุษย์ผ่านประวัติศาสตร์มาด้วยสงครามตลอดเวลา แม้สงครามจะสงบลงแต่ก็จะมีสงครามใหม่เกิดขึ้นเสมอ

เราลองนึกภาพตาม ว่ามีคนอย่างออพติมุส ไพร์มออกมาเสนอวิธีหยุดสงคราม

ไพร์ม : พวกเรามาหยุดสงครามกันเถอะ

คนอื่น : หยุดยังไงล่ะ ก็มนุษย์ถูกสาปมาให้ทำสงครามโดยธรรมชาติอยู่แล้วนี่

ไพร์ม : อย่างนั้นเราก็หยุดมวลมนุษยชาติไว้แค่นี้เลยเป็นไง จะได้ไม่ต้องต่อสู้เพื่ออะไรอีก ในเมื่อมนุษยชาติไม่มีแม้กระทั่งอนาคต อุดมการณ์ก็เป็นสิ่งไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว

คนอื่น : จะบ้าเหรอ ถ้าอย่างนั้นมึงไปตายซะคนเดียวดีกว่า

ฉากจบที่เกิดขึ้นคงจะไม่เหมือนในหนัง ฝั่งดิเซปติคอนคงมีพวกพ้องมหาศาล และออโต้บอทส์ก็คงจะมีคนเห็นด้วยอยู่ไม่กี่คน เพราะคงไม่มีใครยอมให้มนุษย์เป็นหมันกันทั้งโลกแน่นอน

ฉะนั้น ออโต้บอทส์จริงๆแล้วเป็นตัวแทนต่อความสิ้นหวังในชาวไซเบอร์ตรอน ขณะที่เมกาตรอนยังมีความเชื่อและยังมีจุดมุ่งหมายในการใช้ชีวิตต่อไป ซึ่งข้าพเจ้าก็บอกไม่ได้ว่าใครถูก ซึ่งก็คงไม่มีใครถูก อยู่ที่ว่าใครชอบความคิดเห็นของฝ่ายไหนมากกว่ากัน

หนังเรื่องนี้แม้จะดูเป็นหนังเด็ก แต่ได้นำเสนอมุมมองและความคิดในแง่ร้ายอย่างสูงสุด ออพติมุส ไพร์ม เป็นตัวละครที่สิ้นหวังและหดหู่อย่างรุนแรง ซึ่งสิ่งที่ตั้งใจจะทำนั้น นอกจากจะนำไปสู่การฆ่าตัวตายแล้ว ยังนำไปสู้การสูญสิ้นเผ่าพันธุ์อีกด้วย (อย่าลืมว่าตอนแรกไพร์มตั้งใจจะเอาออลสปาร์คใส่อกตัวเอง)

ไม่น่าเชื่อว่าหนังเด็กจะมีมุมมองอันมืดมนแบบนี้ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วข้าพเจ้าชอบมาก และถูกใจเป็นที่สุด เพราะข้าพเจ้านั้นเป็นพวก pessimistic เต็มขั้นนั่นเอง

เรื่องที่3 ทัศนคติต่อสงคราม

สืบเนื่องจากหนังเรื่อง Transformers ข้าพเจ้าก็กลับมาทบทวนทัศนคติตต่อสงครามของตนเองมากขึ้น ว่าจริงๆแล้วสงครามเป็นสิ่งที่เลวร้ายอย่างที่คิดกันจริงๆหรือ

จากตรรกะอันมั่วซั่วของข้าพเจ้า ถ้าการยุติสงครามอย่างในหนังนำไปสู่การดับ การสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ ถ้าเช่นนั้นในางกลับกันการต่อสู้ก็น่าจะทำให้เกิดการกำเนิดการพัฒนาได้

อาจจะฟังดูเพ้อเจ้อ แต่หากย้อนคิดดูแล้วคำว่าวิวัฒนาการ มันก็เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เหมือนกัน

สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการให้แข็งแกร่งขึ้นนั่นก็เพื่อความอยู่รอด หากการวิวัฒนาการเป็นกฎพื้นฐานของธรรมชาติสงครามก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเช่นกัน

หากปราศจากสงครามแล้ว มนุษย์จะไม่มีเทคโนโลยีใดๆเลย มนุษย์สามารถใช้เครื่องไม้เครื่องมือได้ก็เนื่องจากต้องการล่าสัตว์ แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ สงครามระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองก็ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าไปเรื่อยๆ

สงครามไม่เคยหายไปจากมนุษย์ แม้กระทั่งชีวิตที่เราถือกันว่าเป็นชีวิตปรกติปราศจากสงคราม ก็ยังอยู่ภายใต้การต่อสู้ที่ใช้เงินเป็นอาวุธ ผู้มีเงินมากครองความยิ่งใหญ่ มันก็ยังเป็นการต่อสู้อยู่ดี อาจกล่าวได้ว่าระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมประสบความสำเร็จได้เพราะมนุษย์นั้นล้วนเป็นผู้ฝักใฝ่สงครามนั่นเอง

มาถึงตรงนี้ข้าพเจ้าขอย้ำคำถามที่ว่า สงครามเป็นสิ่งที่เลวร้ายอย่างที่คิดจริงๆหรือ เพราะจริงๆแล้วสงคราม หรือการต่อสู้นั้นเป็นสัญชาติญานของมนุษย์ เป็นธรรมชาติ เป็นสิ่งที่จริงแท้และบริสุทธิ์ ทุกคนมีสัญชาติญานการต่อสู้อยู่ในตัว กระหายการต่อสู้ การเอาชนะ แต่แล้ว มนุษย์กลับละอายต่อตนเอง ละอายต่อธรรมชาติ ละอายต่อความจริงความบริสุทธิ์ ถึงต้องกล่าวหาสงครามเป็นสิ่งที่เลวร้าย ถึงต้องเอาเสื้อผ้ามาสวมใส่ ถึงต้องเซนเซอร์และต้องเอาอักษรศึลธรรมมาปิดนมตัวการ์ตูน

จากสามเรื่องที่ผ่านมาผู้อ่านคงคิดได้แล้วว่า "ไอ้เหี้ยนี่มันบ้า มันหลุดโลกไปแล้ว" ซึ่งข้าพเจ้ายอมรับว่าจริง ทัศนคติหลายอย่างของข้าพเจ้าเรียกได้ว่าหลุดโลกไปแล้วจริงๆ สามสิ่งนี้เป็นเพียงแค่สิ่งที่กำลังอยู่ในหัว ณ สภาพการณ์ปัจจุบัน หากในอนาคตมีอะไรจะเขียนอีกข้าพเจ้าก็คงจะเอาความคิดบ้าๆมาแบ่งปันแน่นอน หากไม่เบื่อจะอ่านซะก่อน

และอย่างที่ทุกคนทราบ เมื่อข้าพเจ้าแสดงทัศนคติต่อเรื่องต่างๆดังว่าแล้ว ย่อมต้องการความคิดเห็นของผู้อ่านด้วย ฉะนั้น ตอนนี้บล๊อกนี้ได้เปิดคอมเมนต์ฟรีแล้ว ไม่ตัองเป็นสมาชิกก็คอมเมนต์ได้ เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือไป ไม่แน่ว่าคอมเมนต์ของท่านอาจจะตบคนหลุดโลกคนนึงให้เข้าร่องเข้ารอยได้เหมือนกัน

สุดท้ายนี้ entryนี้คงเป็นentry ที่ยาวที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยเขียนมาแล้ว ใครอ่านจบถ้าไม่บ้ามากก็คงว่างมาก ก็ขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ละกัน

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
อ่านจบแต่ไม่ครบทุกตัวอักษร เป็นไรมั้ยคะ




เรารู้แต่ว่า เราไม่ชอบสงคราม
#1  by  *บลาสท์ At 2007-07-11 07:13, 
อ่านไม่จบ เลือกอ่านเฉพาะที่อยากอ่าน
ไม่บ้า ไม่ว่าง แต่ขี้เกียจ ดูหนังแล้วก็ไม่คิดอะไรเลย
เพราะคิดไม่ออก ดูจบปวดหัวเหลือเกิน กลายร่างกันเร๊วเร็ว
ดูเรื่องนี้เอามันส์กับความอลังอย่างเดียวก็คุ้มตังค์แล้ว
วันนี้มีสาระ และยาวมากจริงจริง .. ไม่น่าเชื่อ
#2  by  Bew At 2007-07-11 11:18, 
โห..

ตัวจริงป่ะเนี่ย

ขอเซฟไปอ่านที่บ้านล่ะกัน

อิอิ

อ่านแล้วมันสนุกแล้วก็แอบสะใจสะใจ นิดนิดด้วยอ่ะ ๕๕๕
#4  by  fuxsuxlux At 2007-07-11 14:11, 
บลอกนี้เข้าต้องเป็นสมาชิกด้วยเรอะ ถึงจะคอมเมนต์ได้Oo

คงบ้า+ว่างมาก ที่อ่านจบทุกตัวอักษร

สงครามเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์
#5  by  inana^^ At 2007-07-11 20:10, 
อย่างน้อย...

ก็คิดเช่นเดียวกันกับคุณ ในเรื่องที่ 1
2 วรรคสุดท้ายก็แล้วกัน

' ช่างแม่ง... แค่อย่ายุ่งเรื่องของกู '
#6  by  :: PeachJiKo :: At 2007-07-11 20:54, 
ชอบหวะ วันนี้ส่งให้เพื่อนอ่านหลายคนเลย

เอาอีก เอาอีก
#7  by  fuxsuxlux At 2007-07-11 22:37, 
สุดยอด
#8  by  nuut At 2007-07-12 01:33, 
ในที่สุด..ผมก็เจอ
"วัตถุยั่วยุพฤติกรรมอันตราย(ของผม)"

#9  by  บัมเบิ้ลบี (203.159.36.10 /203.159.4.13) At 2007-07-12 12:07, 
#10  by  nami At 2007-07-12 17:59, 
can u make it shorter ..
like 10-20 words
and send them as sms to my mobile phone
#11  by  T__________T At 2007-07-13 12:46, 
บางส่วนผมก็ว่าผมเห็นด้วย
แต่ไม่อยากพล่ามแนวคิดตัวเองยาวๆเท่าไหร่ - -a

การที่มีสงครามที่ไม่เสียเลือดเนื้อ คือพัฒนาการที่ดีของมนุษย์นะผมว่า

ผมไม่ชอบสงคราม เพราะไม่ใช่ทุกคนที่กระหายการต่อสู้ กระหายการเสียเลือดเนื้อ แต่สงครามบังคับให้คนต้องเสียเลือดเนื้อ

คนที่อยากเสียเลือดเนื้อ ก็มีสังเวียนแบบฆ่ากันตายให้ใช้ ไม่ก็ไปเป็นตำรวจชายแดนซะดีกว่า
เออ~~~
เอาไงดี
ผมควรคอมเมนท์ใช่มั้ย
คอมเมนท์ของผมควรจะมีสาระ เพื่อให้คู่ควรต่อเนื้อหาและสาระใน entry นี้ใช่มั้ย

อืมมม...
ม่ายๆ

งานยุ่ง ขี้เกียจเว้ย
#13  by  LiTTLe At 2007-07-14 11:33, 
เขียนได้สะใจจริงๆ
อ่านจนจบ ทั้งๆที่ไม่ว่างเลยสักนิด
แต่ถ้าถามว่าบ้าไหม มิอาจตอบได้เหมือนกัน
#14  by  ป้าหมู At 2007-07-20 19:05, 
เครียดแฮงงงงง
#15  by  " POOMOO " At 2007-07-21 15:36, 
ห่า
#16  by  diizember* At 2007-07-25 11:48, 
อยากดูทรานฟอเมอร์

และ ต่อต้านสงคราม

เกี่ยวกันมั้ย??
#17  by  PaBaJa At 2007-07-26 12:21, 
000000000000
#18  by   (125.24.142.50 /192.168.70.196) At 2007-08-29 12:22, 
ฮะๆ ผมเป็นคนบ้าที่ว่างมากที่อ่านจบครับ
อืม...ส่วนตัวผมก็คิดคล้ายๆ ท่านนะ(หลุดโลกพอกัน) โลกจะร้อนขึ้น น้ำจะท่วมโลก น้ำมันจะหมดโลก ธรรมชาติจะพังทลาย หรือต่อให้โลกจะแตก ไม่ว่ายังไงผมว่ามนุษยชาติก็มีทางอยู่รอดได้อยู่แล้วนั่นแหละ ปรับตัวเอา เพียงแต่หากมนุษยชาติจะสูญพันธุ์ก็คงมาจะจากการทำสงครามฆ่าล้างกันเองนั่นแหละ (ในมุมมองของผมซักวันคงมีอาวุธที่ใช้ทีเดียวโลกก็หายไปเลย) นั่นแหละครับ แต่อย่างที่ท่านว่า มนุษย์อยู่คู่กับสงครามอยู่แล้ว...หนีกันไม่พ้นร็อก
#19  by  sturmvogel (125.26.142.122) At 2007-09-10 01:23, 
เรื่องที่ 2 กูอ่านแล้วน้ำตาซึม ในการสังเคราะห์หนังของมึง...สุดตรีน!!
#20  by  เบิ้ม (210.1.44.252) At 2007-10-10 17:19, 
ตามอ่านมาตั้งแต่ ..

ไข่ 1 ใบ ออกลูกมาเป็นเหี้ยหลายตัว 5555




ชอบ ๆ
#21  by  AooH!! (58.9.149.188) At 2007-12-15 21:10, 
ผู้ซึ่งไม่รู้ข้อเสียของการยกทัพจับศึก ย่อมไม่มีทางทราบข้อดีของการรบ...
#22  by  Lord Stronghold At 2007-12-20 00:38, 
ไม่ค่อยออกความเห็นบล๊อกใครหรอก
แต่บล๊อกนี้ อ่านๆไป ในใจบอกว่าต้องเขียนบ้างละ

คือก่อนหน้านี้อ่านเรื่อง "แบนการ์ตูน" แล้ว
รู้สึกครับ ได้อารมณ์ดี
ส่วนเรื่องในตอนนี้ อ่านไปคันหัวเข่าไป
ไม่รู้ทำไม!
แต่ยอมรับว่าแปลก + บ้าดี
ไม่ต้องสนใคร อย่ามายุ่งกับกู
ผมเห็นด้วยเรื่องโลกร้อน เพราะมนุษย์มันบ้าบอ
แต่ก็นะ ถ้าเราไม่บ้าบอ ก็คงไม่ใช่มนุษย์ซินะ

เอ่อ นี่ผมมายุ่งเรื่องของคุณรึเปล่านี่?
#23  by  WAHZ !!!~ At 2008-04-28 13:18, 

<< Home