มันเริ่มจากเมื่อวานนี้ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ไล่ลบเบอร์คนที่คิดว่าจะไม่ได้โทรออกจากเครื่อง
ทั้งๆที่รู้อยู่นานแล้วว่าจริงๆแล้วเราโทรหาคนแค่ไม่กี่คนเท่านั้นเอง แต่ก็เลือกที่จะเก็บเบอร์ไร้สาระไว้รกเครื่องเปล่าๆแบบนั้น เมื่อวานนี้อยู่ดีๆผมเกิดรู้สึกหงุดหงิดกับพฤติกรรมแบบนั้นขึ้นมา โทรศัพท์ของผมตอนนี้จึงเหลือแค่เบอร์ที่ "มีความเป็นไปได้" ว่าในชาตินี้จะได้โทรออก
แต่นั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หากแต่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับผมวันนี้น่ะสิ
ระหว่างผมกับเพื่อนกำลังเล่นเกมออนไลน์อยู่ในร้านสาธารณะร้านหนึ่ง อยู่ดีๆคนแปลกหน้าก็เข้ามากระซิบบอกผม
"เคล็ดลับมันอยู่ที่การหักคอไก่ เวลาเราหักคอไก่เราจะจับหัวมันยกไว้ แล้วหมุนตัวมันติ้วๆเพื่อให้คอมันบิดเป็นเกลียว
แล้วสุดท้ายเมื่อมันบิดมากมากเข้า ตัวมันก็จะหลุดกระเด็นออกจากหัว
วิธีนี้เลือดจะไม่กระเซ็นมากเกินไป เพราะคอที่บิดเป็นเกลียวจะช่วยปิดปากแผลเอาไว้ให้ด้วย"
หลังจากทำตัวเป็นพรายกระซิบเสร็จ เขาคนนั้นก็ยืนกระหยิ่มยิ้มอยู่ข้างๆโต๊ะผมไม่ยอมไปไหน ดังจะบอกผมกลายๆว่า "ลองดูดิ แล้วจะเห็นว่าข้าพูดจริง หึหึ" ประมาณนั้นเลย
ผมไม่มีทางเลือกนอกจากจะหักคอไก่ตามที่เขาบอก
ซึ่งมันก็เป็นอย่างที่เขาบอกจริงๆ แต่ผมก็ไม่แปลกใจหรอก พวกนี้มักจะรู้อะไรที่คนอื่นไม่รู้อยู่แล้ว
"แล้วไงต่อ" จริงๆผมถามเพื่อจะไล่เขา หากไม่มีอะไรจะได้ไปไกลๆจากผมซะที
"อ้าว ต้องให้บอกอีกเหรอ ก็เมื่อคุณใช้วิธีนี้หักคอไก่ได้แล้ว ทีนี้คุณสามารถหักคอทุกตัวบนโลกได้แล้วล่ะ
ไม่ว่าจะเป็น เป็ด ห่าน ลูกหมา ที่อยู่รอบๆเมือง หรือจะข้ามทะเลไปหักคอช้าง เสือ คางคกยักษ์ ก็ยังได้
มันเหมือนคุณมีสูตรอมตะอยู่ในมือเลยล่ะ"
คราวนี้ผมตกใจกับสิ่งที่ได้ยินจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าอะไรๆมันจะง่ายซะขนาดนี้ กะอีแค่หักคอไก่เนี่ยนะ
"แต่ระวังอย่างเดียว อย่าเผลอไปหักคอลูกจิ้งจอกเข้าล่ะ
เพราะคุณไม่มีทางรับมือกับแม่จิ้งจอกอาฆาตได้แน่นอน"
โอเค ผมตรัสรู้อีกขั้นหนึ่งแล้ว ว่าแต่ว่า เขาคนนั้นก็ยังยืนอยู่ข้างโต๊ะผมไม่ไปไหน สุดท้ายผมจึงยอมแพ้ เดินออกนอกเมืองไปหักคอไก่ ลูกหมา อย่างละสองตัวมาปิ้งให้เขากิน
เขากล่าวขอบคุณ และบอกว่า "รออีกแป๊บนึง เดี๋ยวก็มาแล้ว"
รอเหรอ... รออะไร... อะไรมา..
ผมรอด้วยคำถามตลอดเวลาแป๊บนึงผ่านไป
มีชายคนหนึ่ง สวมเสื้อโปโลอันมีโลโกของบริษัทอะไรซักอย่าง เดินเข้ามาในร้านแล้วตะโกนบอกทุกคน
"เอาละ ได้เวลาแล้ว ขอให้ทุกคนตามผมไปที่ห้องอบรมด้วยครับ"
ผมเดินงงงันตามเขาไปยังห้องอบรม
ซึ่งดูไปก็เหมือนห้องอบรมธรรมดา มีหนึ่งกระดานไวท์บอร์ด มีฉากเลื่อนพร้อมโปรเจ็คเตอร์ มีโต๊ะเล็คเชอร์ เรียงกันสองฝั่งซ้ายขวาเว้นทางเดินตรงกลาง ฝั่งนึงเรียงโต๊ะห้าตัว เรียงกันเป็นแถวจนสุดห้อง ประตูทางเข้ามีสองทาง อยู่ตรงด้านขวาของหน้าห้องกับหลังห้อง ผมเลือกที่นั่งฝั่งขวาริมสุด ค่อนไปทางหลังๆก่อนถึงประตู
หลังจากชุดที่มากับผมนั่งครบ ก็มีชุดอื่นทยอยกันมาเรื่อยๆ ที่ตกใจคือคนที่มานั่งในแถวเดียวกับผมอีกสี่คนเป็นคนรู้จักผมหมดเลย คนนึงเป็นเพื่อนประถม อีกสองคนเพื่อนม.ปลาย อีกคนเป็นเพื่อนมหาลัย
หลังจากเจอเพื่อนก็เริ่มอุ่นใจ เราเริ่มคุยกันมากขึ้นส่งเสียงดังลั่นห้องอบรม วิทยากรบอกให้เราอยู่เงียบๆ ก่อนที่จะแจกแบบทดสอบปรนัยให้ทุกคนทำ
เมื่อหมดเวลาทำแบบทดสอบ ก็ถึงเวลารับประทานอาหารเที่ยง ซึ่งมีบุฟเฟต์อยู่ด้านขวา กับร้านเบเกอรี่ แต่ว่าต้องเดินเลยซุ้มนิทรรศการไปหน่อยนึง
ระหว่างนี้ผมรู้จักกับพี่คนนึง(ซึ่งจนบัดนี้ผมเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้ถามชื่อเขา) เขาอาสาจะไปตักอาหารมาให้ เพราะผมคงไม่คุ้นชินกับอาหารที่นี่ ผมจึงปลีกตัวไปร้านเบเกอรี่ดีกว่า
ระหว่างเดินผ่านนิทรรศการ ผมก็เจอเพื่อนเก่าอีกคนเดินไปทางเดียวกัน
"ก็คุ้นๆว่าเป็นพี"
...."ก็คุ้นๆว่าเป็นจิ๊บ"
"แล้วทำไมไม่ทัก"
ไม่มีคำแก้ตัวสำหรับเรื่องนี้ ผมมัวแต่ตะลึง
จิ๊บเป็นเพื่อนม.ต้น และเป็นหนึ่งในรายชื่อในโทรศัพท์ที่ถูกลบเบอร์ไปด้วยเหตุผลว่าชาตินี้คงไม่ได้ติดต่อกันอีก
"จิ๊บมาทำอะไรที่นี่"
...."มาฝึกงาน ทำครัวอยู่ร้านใกล้ๆนี่แหละ"
จิ๊บพาผมเดินเข้าหลังร้านไปดูห้องครัว พร้อมแนะนำให้รู้จักกับแม่ครัว
"ที่นี่อยู่นานไม่ได้นะ เพราะจริงๆแล้วห้ามคนนอกเข้า"
ผมจึงลากับจิ๊บแล้วกลับไปหาข้าวเที่ยงกิน
พอผมมาถึงที่บุฟเฟต์ก็พบว่าพี่คนนั้นตักอาหารให้ผมกับเพื่อนเรียบร้อยแล้ว
อาหารคือยำหรือสลัดหรืออะไรก็ไม่ทราบ ใส่แครอท หัวหอม ผักต่างๆ ปรุงด้วยปลาร้า วาซาบิ กับเครื่องฉุนเฉียว
"ผมคงไม่ค่อยคุ้นกับอาหารที่นี่จริงๆแหละ"
...."เฮ้ย อร่อยนะ ลองกินดู กินคู่กะไอ้นี่นะ"
เขาตักปีกไก่อบพริกไทยดำมากอีกชิ้นหนึ่งวางใส่อีกจานแล้วไล่ผมไปที่โต๊ะ
พอผมมาถึงที่โต๊ะ ปรากฎว่าโดนไล่ที่ถึงสองครั้ง ไม่รู้ว่ามาจองกันตั้งแต่เมื่อไหร่ สุดท้ายจึงต้องมานั่งข้างนอก
"ตอนบ่ายเป็นสอบสัมภาษณ์นะ" เพื่อนของผมบอก
...."มีสัมภาษณ์ด้วยเหรอ"
"อืม แล้วเค้าก็บอกคำถามมาแล้วด้วย ให้คิดคำตอบไว้ก่อนเลย"
...."คำถามอะไร"
"คำถามถามว่า หากที่รามมีสอบเข้า คุณคิดว่าคุณจะเข้ารามได้หรือไม่"
ผมอึ้งไปพักหนึ่งกับคำถามแปลกๆแบบนี้ ผมเองก็ไม่ได้เรียนที่ราม เลยไม่รู้จะบอกว่าอย่างไร แล้วอีกอย่าง ถึงมันจะมีสอบเข้าก็เถอะ แล้วทำไมผมต้องไปเรียนรามด้วยวะ
ความงุนงงของผมได้ถูกเฉลยด้วยคำอธิบายของเพื่อนอีกคน
"มันเป็นคำถามที่เอาไว้วัดความมั่นใจของผู้สมัครน่ะ"
...."อ๋อ วัดความมั่นใจ"
"ใช่ เขาใช้การสอบเข้ารามเป็นสัญลักษณ์ต่อเรื่องไม่คาดหมาย"
...."จริงๆคำถามเองก็เหนือคาดหมายแล้วนะ"
"นั่นก็เพื่อวัดผู้สมัครไงล่ะ"
...."อืม.. วัดผู้สมัคร... หา? ผู้สมัคร? สมัครอะไรวะ?"
"อ้าว ก็ทุกคนมาที่นี่เพื่อสมัครร้องเพลงน่ะสิ"
....เอวังด้วยประการะฉะนี้
#1 By 609 on 2007-04-25 06:18