2006/Jun/02

นิทานต้องห้าม

เรื่อง คนเบื่อโลก

ณ ประเทศหนึ่งที่แบ่งการปกครองเป็นหลายแคว้น

มีเจ้าชายอยู่องค์หนึ่ง ผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศกว่าเจ้าชายแคว้นใด

เป็นเจ้าชายพระองค์เดียวในราชวงศ์ และถูกทำนายว่าจะเป็นเอกกษัตริย์ เป็นเลิศกว่าผู้ใดในประวัติศาสตร์

เขาถูกเลี้ยงเยี่ยงกษัตริย์

วิชาความรู้ใดๆ ล้วนศึกษากระจ่างสิ้น

ชีวิตความเป็นอยู่ก็เยี่ยงกษัตริย์

ความสุขสบายใดๆ ล้วนถูกปรนเปรอทั้งสิ้น

จนเขาแทบไม่รู้จักคำว่า "ความทุกข์"

จุดด่างพร้อยอย่างเดียวของเขาก็คือ.. เขาเป็น "คนเบื่อโลก"

มิว่าความสุขสบายใดที่ถูกปรนเปรอ เขาก็ชาชินต่อมันทั้งหมด

มิว่าความรู้ใดที่เขาแสวงหา มันก็ไม่สามารถทำให้เขาพ้นจากอาการเบื่อโลกได้

จนกระทั่งวันหนึ่ง

ระหว่างเขาออกไปนอกวัง

เขาได้ไปที่ที่ไม่เคยไปมาก่อน และเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน...

เบื้องหลังฉากรับเสด็จที่ปูทางด้วยดอกไม้ แลพสกนิกรหมอบกราบ

เขาเห็น"ความจริง" ที่ไม่ได้ถูกจัดฉากไว้

ผู้คนมากมาย ทรมานกับโรคภัยไข้เจ็บ

ประชาชนของเขากว่าค่อนกำลังจะหิวตาย

เขาได้เห็น "ความทุกข์" เป็นครั้งแรก

หลังจากนั้น การเบื่อโลกของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นการหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า "ความทุกข์"

เขาศึกษาตำราทุกชนิด จนค้นพบว่า ทุกคนเกิดมาพร้อมกับความทุกข์

แม้กระทั่งเจ้าชายที่ไม่รู้จักความทุกข์เช่นเขา ก็มีความทุกข์คือการเป็นคนเบื่อโลก

นับวันเขายิ่งหมกมุ่นมากขึ้น

มากจนพระบิดาของเขาคิดว่าต้องทำอะไรซักอย่าง

งานอภิเษกสมรสของเขาจึงถูกจัดขึ้น

แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เขายังจมอยู่กับเรื่องความทุกข์อยู่เช่นเดิม

จะเป็นเรื่องน่าขบขัน สมเพช หรือน่ายกย่องก็มิอาจทราบ

ที่ชายผู้ไม่มีความทุกข์ ไปหาเรื่องเอาทุกข์ของผู้อื่นมาเป็นทุกข์จนได้

จนกระทั่งวันที่บุตรชายของเขาถือกำเนิด

เขามองหน้าบุตรชายพลางคิดอะไรบางอย่าง

บางอย่างที่ทำให้เขาตัดสินใจออกจากวัง

เขาอาจคิดว่า หากเขาไม่รู้จักความทุกข์ แล้วจะหาทางดับทุกข์ได้อย่างไร

ดังนั้นเขาจึงทำให้ตัวเองเป็นทุกข์จากการทำร้ายตัวเอง อดอาหาร เข้าป่า

เขาทุกข์สมใจอยาก ร่างกายของเขาผอมแห้ง เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก

ผ่านไปแรมปี เขาเพิ่งรู้ตัวว่ามันไม่เห็นจะช่วยให้พ้นทุกข์

เขาจึงเลิกปฏิบัติทุกข์

ระหว่างนั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ อาการเบื่อโลกของเขาก็กลับมาอีกครั้ง

คราวนี้โลกที่เขาเบื่อ เป็นโลกแห่งความทุกข์ เพราะโลกนี้มันมีแต่ทุกข์

เขารำพึงกับตัวเองเบาๆว่า "ช่างแม่ง...."

ทันใดนั้น ทุกอย่างสว่างพลัน

เขาพบว่าไม่มีทางที่จะไปห้าม"ความทุกข์"ได้

ทำได้เพียงแต่ยอมรับว่าความทุกข์มันมีจริง แล้วก็พยายามหลีกเลี่ยงเหตุที่จะนำทุกข์มาสู่ตนเอง

แต่ในเมื่อทุกอย่างมันเป็นทุกข์ ก็อย่าทำอะไรเลยดีกว่า ปล่อยชีวิตไปวันๆ รอให้ตายๆไป

เผอิญมีสตรีผู้หนึ่งเห็นสภาพเขาดั่งฤๅษีแสวงธรรมที่กำลังจะอดตาย จึงนำข้าวมาถวาย

หลังจากนั้น เขาเรียกตัวเองว่า"ผู้ขอ"

ขอชาวบ้านกิน ใครให้ก็กิน ไม่ให้ก็ไม่ว่า

เมื่อมีคนถามว่าทำไมเขาถึงเป็น"ผู้ขอ" เขาก็เล่าหลักธรรมของเขาให้ฟัง

คนอื่นเห็นดีเห็นงาม ก็มาเป็นผู้ขอบ้าง

เมื่อมีคนเป็นผู้ขอมากๆเข้า ก็คิดว่าหลักธรรมว่าด้วยการ"ช่างแม่ง" มันดูแปร่งๆไปบ้าง

จึงเปลี่ยนชื่อมันใหม่เป็น "ความจริงอันยิ่งใหญ่4ประการ" เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น

แล้วก็กลายเป็นสำนักธรรมที่ยิ่งใหญ่จนถึงทุกวันนี้

ปล.นิทานเรื่องนี้เป็น"เรื่องแต่ง" มิได้อ้างอิงจากคัมภีร์ใดๆหรือพระไตรปิฎกใดๆทั้งสิ้น บุคคลในเรื่องไม่มีตัวตนจริงบนโลกใบนี้

ปล2.สำนักธรรมในเรื่องก็ไม่มีจริง หลักธรรมในเรื่องก็ยิ่งไม่มีจริง

ปล3.นิทานเรื่องนี้มิได้มีเจตนาจะเสียดสีศาสนาใด พระธรรมใดๆ หากจะมีก็แต่เกาะกระแส Davinci Code เท่านั้น

ปล4.ผู้แต่งนั้นนับถือหลักธรรมแห่งพุทธศาสนาอย่างเที่ยงแท้ แม้จะละเมิดศีลเป็นกิจวัตรก็ตาม

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
อิอิ เกาะกระแส ดาวินซี่ โค๊ท ด้วย
ชอบจังเลยค่ะ ^^
#1  by  เอ๊ะคร่ะ At 2006-06-02 18:02, 
อืม

โดนกับ ช่างมัน เนี่ยแหละ
#2  by  ifine™ At 2006-06-02 18:20, 
ดี ชั่ว อยู่ที่ใจ ....


//ยังไม่ได้ดูเลยง่ะ
#3  by  the net that set me free * At 2006-06-02 18:47, 
สำนักธรรมนี้
มีคติประจำสำนักว่า
"ช่างมันเถอะ"


#4  by  amaie* At 2006-06-02 19:17, 
เพิ่มเติม..
ช่างแม่ง +ช่างมัน = ??
#5  by  ハチコ69 At 2006-06-02 22:24, 
ความจริง กับ ช่างเเม่ง มันคนละเรื่องกันนะ
มันต้องรู้ความจริงก่อนถึงจะช่างเเม่งได้
#6  by  nuut At 2006-06-02 22:56, 
ร้ายนะ
.......... ----[]----"
#8  by  || MHiingZ =>> ZzeonG-KaeW || At 2006-06-03 01:34, 
โอ้......มันก็เหมือนจะโดนกัดอยู่นิดๆนะ...
#9  by  Gratai...Ka!!! At 2006-06-03 03:36, 
555
อามิตาพุทธ 55555
หวังว่าคงมิมีผู้ใดเขาอ่าน,เห็นเป็นเรื่องทำลายศาสนา นะ
เหอะๆ ความจริงอันประเสริฐ
#10  by  calliope At 2006-06-03 11:36, 
คุ้น คุ้น





















#11  by  **** * At 2006-06-03 13:52, 
กู ว่า นะ

มึง



เออ ช่างแม่ง
#12  by  LiTTLe At 2006-06-03 19:46, 
เปรียญ nutt พูดถูกใจกู "ความจริง กับ ช่างแม่ง มันเป็นคนละเรื่องกัน มึงต้องรู้ความจริงก่อนถึงจะช่างแม่งได้" แล้วมึงต้องชั่งแม่มึงก่อนมึงถึงจะสามารถชั่งมึงได้ ตามหลักผลสืบเนื่องมาจากเหตุ มึงเขียนอธิบายมายาวยืด แต่กูว่ามึงคงจะเหนื่อยฟรี

ป.ล ขออภัยที่หายหน้าไปนาน กูไปฝึกงานเป็นปาปาราซซี่ตามถ่ายภาพ"สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าควย"อยู่ ว่างๆคงได้เจอกันใหม่
ถ่ายเสร็จเเล้วเอามาทำเป็นเเบคกราวบล็อกมึงก็ดีนะ เบื่อไอ้กรึ่มนั่นเต็มทีเเล้ว
#15  by  nuut At 2006-06-06 05:21, 
ชอบมาก


:P


หายไปตั้งชาตินึงสบายดีนะคับบบบ??
#16  by  p r i n z e s s i n At 2006-06-06 14:07, 
ทีแรกอ่านแล้ว
นึกถึง "สิทธัตถะ" ค่ะ

แต่แล้วตอนจบก็
อ่อ... ดาวินชี่ โค้ด

เพิ่งเข้ามาครั้งแรกค่ะ
ยินดีที่รู้จัก...

แหะ ๆ ถูกชะตากับโทนสีบลอคนี้จัง
บลอคสวยนะคะ

ปล.แล้วจะแวะมาอีก มาแน่ ๆ
#17  by  ??? At 2006-06-06 17:37, 
ลบหลู่นะครับ
#18  by  นายฉิม At 2007-04-04 15:56, 
ทุกศาสนาก็ขอทั้งนั้น ทั้งบาทหลวง ทั้งโต๊ะอิหม่าม ไม่เห็นศาสนาใหนหากินเอง เพียงแต่ใครจะทำแนบเนียนกว่ากันเท่านั้นเอง
#19  by   (222.123.29.163) At 2007-08-09 16:41, 

<< Home