ตอนที่หก : the meeting2

posted on 14 May 2005 18:24 by peach69

กระผม ผู้จัดการส่วนตัวของคุณpeach69

ขอประกาศกับทุกท่าน ณ ที่นี้ว่า

คุณpeach69 ได้จากพวกเราไปแล้ว ด้วยไข้หวัดไม่ทราบชื่อ

แพทย์ชันสูตรพบว่าคุณpeach69 ได้ติดเชื้อหวัดชนิดหนึ่งจากการรับประทานอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ บวกกับการทานยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ทำให้โรคกำเริบหนัก และได้เสียชีวิตลง ณ เวลา10นาฬิกา 9นาที ของวันที่14พฤษภาคม 2548

สำหรับ blog ของคุณpeach69นี้ กระผมจะจัดการตามเจตนารมณ์ของคุณpeach69 โดยการนำไปตีพิมพ์และจำหน่าย รายได้เข้ากองทุนกู้ภัยสึนามิ

แต่ทางเราประสบปัญหาการขาดเงินทุนสำหรับจัดพิมพ์ ผู้ใดมีจิตศรัทธาโปรดลงชื่อไว้ณ ที่นี้ด้วย

สำหรับตอนที่หกนี้ คุณpeach69 ได้แต่งไว้ก่อนที่จะสิ้นลม ข้าพเจ้าเห็นว่าสมควรจะเผยแพร่เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน

เมื่อจบตอนที่หกนี้แล้ว กระผมจะจัดหาตัวแทนคุณpeach69 มาเขียนต่อให้ครบ100ตอน ตามเจตนารมณ์ของคุณpeach69

กระผม และกลุ่มผู้ใกล้ชิดของคุณpeach69 ได้พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ท่านได้ไปสู่สุคติ

บัดนี้ ขอเชิญทุกท่านร่วมไว้อาลัย 1นาที

......

......

ขอนำทุกท่านเข้าสู่ตอนที่หกในมหากาพย์ร้อยตอน ณ บัดนี้

-----------------

....."เพ้ย ท่านก็รู้จักกล่าวล้อเล่น เรารีบไปกันเถิด ประเดี๋ยวผู้มีฝีมือลึกล้ำทั้งสองจะไปร่วมงานชุมนุมมิทัน"

พูดจบ นางก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้เจไดเดินตามอยู่เบื้องหลัง

จากโรงเตี๊ยมเยี่ยไหล แม่นางผู้นั้นชักนำเจไดอ้อมสู่ด้านหลังของเมือง ลัดเลาะเข้าตรอกซอยน้อยใหญ่มากมาย เดินเป็นเวลาหลายชั่วยาม จวบจนมั่นใจว่าไม่มีผู้ใดสะกดรอยตามจริงๆ จึงเข้าสู่ตรอกใบไม้ร่าเริง

สถานที่ชุมนุมในตรอกนั้น มิมีใดต่างจากโรงเตี๊ยมทั่วไป หากไม่มีกลุ่มชายสวมผ้ายางคาดข้อมือสีแดงนั่งจิบน้ำชาอยู่หน้าร้านก็ยากที่จะระบุได้ว่าที่ใดเป็นสถานที่นัดชุมนุม

เมื่อแม่นางผู้นั้นก้าวเข้าสู่โรงเตี๊ยมแห่งนั้น หนึ่งในกลุ่มชายที่นั่งอยู่ก็ลุกออกมารับหน้าทันที

"คารวะคุณหนูแซ่เจิ้น"

....."มากพิธีไปใยท่านเจียง มิต้องเกรงใจข้าปานนั้นก็ได้"

"มิกล้าๆ ถ้ามิใช่เพราะบิดาของคุณหนู ป่านนี้ข้าพเจ้าคงไม่มีชีวิตอยู่ตรงนี้แล้ว หนี้ชีวิตครานี้ ข้าสาบานไว้ว่าจะชดใช้ตระกูลท่านไปตลอด ตราบที่ยังมีลมหายใจอยู่"

....."ท่านเจียง ท่านพูดซะยิ่งใหญ่ปานนี้ ข้ามิต้องกลายเป็นผู้สูงศักดิ์ไปแล้วหรือ เอาเถิด ท่านก็ทดแทนบุญคุญ ช่วยนำข้าไปยังที่ชุมนุมที หวังว่าข้าคงไม่ได้มาสายนะ"

"ไม่สายหรอกคุณหนู เหล่าผู้กล้าเพิ่งมากันครบเมื่อครู่นี้เอง การชุมนุมยังไม่เริ่มเลยด้วยซ้ำ ว่าแต่... ท่านชายผู้นี้...."

....."อ่อ ท่านมิต้องกังวล บุคคลผู้นี้ได้รับการเชื้อเชิญจากหัวหน้าสาขาโดยตรง บุคคลผู้นี้ฝีมือล้ำลึกนับเป็นความหวังของพวกเราทีเดียว"

"โอ้ ถ้าเช่นนั้นข้าน้อยขออภัย"

กล่าวมิทันจบ ก็มีชายอีกคนหนึ่งเดินมาจากด้านในโรงเตี๊ยม กระซิบอะไรบางอย่างแก่ชายแซ่เจียง

"คุณหนูเจิ้น, ท่านผู้กล้า บัดนี้การชุมนุมเริ่มแล้ว ข้าน้อยจะนำท่านไปยังห้องชุมนุม เชิญพวกท่านตามมา"

ชายแซ่เจียงผู้นั้นเดินนำทั้งสองเข้าไปยังด้านใน แล้วขึ้นบันไดสู่ชั้นสอง หยุดอยู่หน้าห้องรับรองห้องใหญ่ แล้วผายมือเชิญทั้งสองเข้าไป

"เชิญท่านทั้งสองเข้าสู่ห้องชุมนุม ส่วนข้า ต้องขอตัวไปเฝ้าประตูหน้าก่อนบัดนี้ข้าน้อยขอลา"

ภายในห้องรับรอง มีเก้าอี้ใหญ่ตัวหนึ่งอยู่ชิดผนังห้อง คาดว่าน่าจะเป็นที่สำหรับประมุขสมาคม จากนั้นมีเก้าอี้ฝั่งซ้ายขวาเรียงรายฝั่งละแปดตัว เจ็ดในแปดนี้ล้วนมีคนนั่งอยู่เรียบร้อยแล้วขาดแต่เพียงเก้าอี้ตัวหน้าสุดฝั่งซ้ายที่ยังเว้นว่างอยู่ ด้านหลังเก้าอี้ทั้งเจ็ดล้วนมีชายหญิงยืนอยู่ใกล้ๆ

เมื่อเข้ามาถึงกลางห้อง แม่นางเจิ้นก็ประสานมือหันหน้าแก่ผู้ที่นั่งเก้าอี้อยู่

"คารวะท่านหัวหน้าสาขาทั้งเจ็ด ขออภัยที่ข้าน้อยมาล่าช้า"

....."มิเป็นไรหรอก หากผู้ใดถูกตามล่าโดยมือปราบสายเดี่ยวแล้วยังกล้าออกมาที่ชุมชนอีกก็น่านับถือยิ่งแล้ว"ผู้พูดเป็นชายแก่สวมชุดนักพรต เครายาวจรดอก แต่มีประกายตาแวววาวเหี้ยมหาญ

"กล่าวเกินไปแล้วค่ะ ท่านนักพรตเมฆา พวกเราเพียงหนีหัวซุกหัวซุนเยี่ยงมุสิกหลบกรงเล็บแมวก็แค่นั้น"

ทันใดนั้นมีชายอีกคนหนึ่งกล่าวแทรก

....."ท่านจะพิรี้พิไรไปถึงไหนกัน เชิญแม่นางเจิ้นนั่งเถิด ท่านประมุขใกล้มาถึงแล้ว ยืนคุยกันเยี่ยงนี้มิเกรงใจหัวหน้าสาขาอีกหกท่านหรือไร"

ชายผู้นี้กล่าวว่าจาดุดัน ท่วงท่ายิ่งดุดัน ยามท่านนั่งอยู่ยังสูงเกือบเทียบเท่าผู้อื่นยืน คาดว่าเมื่อท่านยืนต้องสูงอย่างน้อยเจ็ดแปดเชี๊ยะ ศรีษะของท่านล้านเลี่ยนแต่กลับไว้หนวดเครารกรุงรัง สีหน้าท่านแดงก่ำดวงตาส่งประกายดุดัน ข้างกายท่านยังมีทวนยาวใหญ่พาดไว้ข้างเก้าอี้

....."ท่านขุนศึกแซ่อ้วง ท่านออกจะมีโทสะไปแล้ว แต่ไหนแต่ไรแม่นางเจิ้นมิได้มีเจตนาร้ายเลย ท่านก็เข้าใจดี หากท่านมีสิ่งใดคับข้องใจก็บอกออกมาตรงๆเถิด"

บัดนี้เจไดเพิ่งสังเกตุ นายทหารที่พบในวังวันนั้นก็คือผู้ที่กล่าววาจาเมื่อสักครู่นี้เอง แต่บัดนี้เขามิได้สวมชุดทหารองครักษ์เยี่ยงในวัง แต่สวมชุดชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น

"ท่านอาเหล็ง ใยท่านกล่าวหาท่านขุนศึกอ้วงเช่นนี้เล่า เราล้วนพี่น้องกันทั้งนั้น ขุนศึกอ้วงแม้กล่าววาจาดุดันแต่ท่านมิเคยกล่าวปด ข้าน้อยนับถือท่านมานาน ท่านตักเตือนข้าเช่นนี้ก็สมควรอยู่ ส่วนข้าเองก็ยิ่งยินดีที่ท่านขุนศึกเอ็นดูข้าเยี่ยงบุตรหลานเช่นนี้ มิเช่นนั้นท่านคงมิตักเตือนข้าหรอก ใช่มั้ยท่านขุนศึก"

....."ฮ่า ฮ่า แม่นางกล่าววาจาน่าฟังยิ่งนัก แต่ก็ยังถือว่าพิรี้พิไรอยู่ดี เอาล่ะ จะมานั่งได้หรือยัง"

แม่นางเจิ้นจึงไปนั่งลงยังเก้าอี้ตัวสุดท้ายที่ว่างไว้ พลางบอกให้เจไดยืนอยู่ข้างๆ สักพักหนึ่งมีเด็กรับใช้เข้ามาป่าวประกาศในห้องว่าท่านประมุขมาถึง ทุกคนจึงนั่งกันอย่างสงบเรียบร้อยขึ้นกว่าเดิม

บุคคลสุดท้ายที่เข้ามาในห้องก็คือประมุขสมาคมผ้าคาดแดง ท่านเป็นชายวัยกลางคน แต่งกายเรียบร้อย แววตาเจิดจ้า แต่หางตาเริ่มปรากฎตีนกาบ้างแล้ว นับว่านอกจากประกายตานั้นท่านอาจดูเหมือนชายวัยกลางคนธรรมดาเลยทีเดียว

เมื่อท่านประมุขเข้ามาทุกคนจึงยืนขึ้น

"คารวะท่านประมุข"

....."ทุกคนเชิญนั่ง"

"สมาคมเรา น้อยครั้งที่จะมีการชุมนุมหัวหน้าสาขาและเหล่าแกนนำในสมาคมกันพร้อมหน้าเช่นนี้ ขอบคุณท่านหัวหน้าสาขาทุกท่านที่แม้จะอยู่ห่างไกล แต่ก็ยังมาร่วมชุมนุมในครั้งนี้"

....."มิกล้า มิกล้า ท่านประมุข หากพวกเราไม่มาก็ถือว่าบกพร่องต่อหน้าที่แล้ว"

ทันใดนั้นขุนศึกอ้วงจึงกล่าวแทรกขึ้นมา

"ทุกท่านมากันพร้อมหน้า แต่เหตุใดเจิ้นซิงแซจึงส่งเพียงบุตรีมาเท่านั้น"

....."นี่ท่านขุนศึกอ้วง ท่านกล่าวรุนแรงเกินไปแล้ว นับตั้งแต่ท่านเจิ้นซิงแซล้างมือจากวงการ พวกเราก็ล้วนตกลงแล้วมิใช่หรือ ว่าผู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งกุนซืออันสูงส่งของท่านก็เห็นจะมีแต่บุตรีท่านผู้นี้ แม้นางจะเป็นอิสตรี แต่ภูมิปัญญาแลไหวพริบปฎิภาณของนางกลับมิด้อยกว่าผู้เป็นบิดาเลย นางนับเป็นปราชญ์แห่งยุคคนที่สองต่อจากบิดานางได้สมภาคภูมิหากท่านมิพอใจที่ท่านมิได้เป็นกุนซือ ท่านก็มิสมควรจะมาลงกับแม่นางเช่นนี้ ท่านออกจะไร้เหตุผลไปบ้างแล้ว"

เจไดได้ฟังถึงกับอึ้งในวาจาของผู้เฒ่าเมฆาผู้นั้นกล่าว เขามิคาดคิดมาก่อนว่าแม่นางเจิ้นผู้นี้ ผู้ที่อ่อนโยนและเป็นกันเองผู้นี้ จะเป็นถึงกุนซือของสมาคาผ้าคาดแดง มิหนำซ้ำนางยังมาจากตระกูลสูงส่งบิดาของนางเป็นถึงปราชญ์แห่งยุค และนางเองก็เช่นกัน

ทันใดนั้นประมุขกล่าววาจาขึ้นมาอีกครั้ง

"นี่มันเรื่องอันใดกัน เหตุไฉนสมาคมเราจึงแตกคอกันเยี่ยงนี้ พวกท่านจะคิดเล็กคิดน้อยเรื่องตำแหน่งหน้าที่ไปไย ในเมื่อพวกเราล้วนรับฟังความคิดเห็นของทุกคนเสมอ หากท่านมีความคิดใดขัดแย้งเราก็นำมาถกกันได้ นี่คืออุดมการณ์ของพวกเรามิใช่หรือ อุดมการณ์ที่จะสร้างยุคสมัยที่ผู้ปกครองใส่ใจในทุกคำพูดของประชาชน"

"ข้า นอกจากจะเป็นประมุขของสมาคมผ้าคาดแดงนี้แล้ว พวกท่านก็ล้วนทราบว่าข้ายังเป็นขุนนางในวัง การปกครองแบบปัจจุบันนี้ข้าล้วนเห็นจุดอ่อนมากมาย เพราะด้วยเหตุนี้ข้าจึงรวบรวมผู้กล้าและนักปราชญ์ทุกท่านเพื่อหวังจะสร้างยุคใหม่ที่ไม่มีขุนนางกังฉินฮ่องเต้หูเบาอย่างเช่นเคย"

"เอาล่ะ ข้าจะเข้าเรื่องซักทีการชุมนุมครั้งนี้ข้ามีเรื่องสำคัญจะประกาศ..... พวกเรา จะลงมือกันวันนี้!!"

"แผนที่พวกเราวางเอาไว้กองกำลังที่ตระเตรียมไว้ เหล่าผู้กล้าที่รอคอย วันนี้... เราจะบุกวังหลวงกัน!!"

.

.

จบ ตอนที่หก

อย่างที่กระผมได้กล่าวไปแล้ว ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายที่คุณpeach69 ได้เขียนเอาไว้

แต่ว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ จะมีคนมาเขียนแทนคุณpeach69 ให้ครบร้อยตอน

ส่วนในด้านพลอตเรื่อง จะดำเนินตามที่คุณpeach69 ได้เขียนไว้ในสมุดโน๊ตปกดำยี่ห้อart/decorของเขา

ในสมุดเล่มนี้ยังมีไอเดียงานเขียนอื่นๆอีก ซึ่งเราจะเผยแพร่ลงทางblog peach69นี้ต่อไปเรื่อยๆ

และสุดท้ายจะจัดพิมพ์ตามเจตนารมณ์

ส่วนเรื่องเงินทุนสำหรับจัดพิมพ์ ทางเราจะรับบริจาคไปเรื่อยๆ งานนี้เพื่อการกุศลเท่านั้น

หากผู้ใดต้องการสมทบทุน ลงชื่อไว้ที่นี่ หรือติดต่อเราทางe-mail ของpeach69ได้เช่นกัน

ขอให้คุณpeach69 ไปสู่สุขติ ด้วยเทอญ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

"เสียงสวดคาถา ภาษาบาลี ในงานศพpeachตัวดี ที่สุขเอ็ยโศกศัลย์ สวดส่งวิญญาณ เขาให้ไปสู่ สวรรค์........"

โธ่ไม่น่าเลย รุ่นพี่กู จากไปพร้อมกับโรคเอดส์ระยะสุดท้ายแล้วเหรอเนี่ย บอกแล้วไม่เชื่อ ว่าอย่ามั่ว อย่ามั่ว ก็ไม่เชื่อกนบ้างเลย ฮือๆๆๆฮึๆๆๆโฮะๆๆๆฮุๆๆๆฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ(ตกลงกูจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี)

#1 By ณัฐ on 2005-05-15 06:32

=[]='..................

สู่สุขคติเถอะนะเคอะ....

/me แอบเหล่

#2 By It's me Berryz* on 2005-05-15 06:40

ขออย่าให้บาปมีมากก่าฟามดีเลยสาธุ หุหุ ไปสู่นรกเอ๊ย!สวรรค์เทอด /me พนมตีน=_____=''
เออ..



สมพรปาก..

#4 By - assassin - on 2005-05-15 08:20

อ้าว....เชี่ย !!!

มึงตายแล้วเรอะ เฮ่ย !!!
กูอุตส่าห์ทำ blog นะเว่ย มึงรีบฟื้นมาอ่าน blog กูเลย ไอ้เวน

ก๊ากๆๆๆ กูไง ที่ชื่อเหมือนเมทมึงน่ะ จำได้ป่าววะ?

สาดดด ไปแล้ว blog กู สาวๆฮึ่ม ไม่อยากจะ said ก๊ากๆๆๆ

#6 By Tokistudio on 2005-05-15 16:13

กูใส่ซองช่วยงานบุญงานกุศลมึงสิบสลึง
ว๊ายยยย โกหก
ขี้โม้
อย่ามาใช้ลูกไม้ตื้นๆหลอกเค้าเลย
ไม่ได้ผลหรอก
เพราะกุใช้บ่อย