ทำไมต้องรักชาติ
posted on 17 May 2012 02:27 by peach69 in Critiqueวันก่อนกะว่าจะมาเขียนเรื่องอะไรซักอย่าง เกี่ยวกับความรักชาติและชาตินิยม แต่ขี้เกียจเลยหลับก่อนไม่ได้เขียน
วันนี้ก็กะจะมาเขียนเรื่องเดิมนั่นแหละ แต่ดันลืมหมดแล้ว ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนดี
จำได้ลางๆว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า "ทำไมต้องรักชาติ" แต่จุดเริ่มต้นมันไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น มันอยู่ที่ว่าพักหลังๆนี้ชักจะอ่านดราม่ามากเกินไป (อันที่จริงไม่ใช่แค่พักหลังๆนี้หรอก เพราะอ่านมาตั้งแต่พักแรกๆแล้ว) เรียกว่าเสพย์ติดดราม่าเลยทีเดียว อ่านแม่งทุกเรื่อง ยาวก็อ่าน สั้นก็อ่าน ไร้สาระก็อ่าน แรกๆอ่านก็ได้คติข้อคิดดีอยู่หรอก หลังๆอ่านไปก็เอือมระอาไป เริ่มรู้สึกว่าโลกนี้แม่งชักจะอยู่ยากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะโลกใบเก่าๆที่เรียกว่า "ประเทศไทย" .... (โลก-ที่เรียกว่าประเทศไทย เป็นการใช้คำเปรียบเปรยที่ตรรกะวิบัติสิ้นดี โลกมันจะเรียกว่าประเทศได้ไง ในเมือประเทศเป็นส่วนหนึ่งของโลก)
สมัยเด็กๆ ถ้่าพูดถึงนิสัยคนไทย จะนึกถึงรอยยิ้มสยาม ความโอบอ้อมอารีมีน้ำใจ ที่คิดแบบนี้ไม่ใช่เพราะประสบการณ์ใดๆทั้งสิ้น แต่เป็นเพราะคุณครูสอนมา ซึ่งเราก็เสือกเชื่ออีกว่ามันเป็นแบบนั้น พอโตมาก็เริ่มจะรู้บ้างว่าโฆษณามันไม่ได้มีแค่ในทีวี คนเรานั้นโฆษณาชวนเชื่อกันตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคลยันระดับชาติ ไปๆมาๆเริ่มรู้ตัวว่าประเทศไทยแม่งห่วยแตกแค่ไหน ก็เลยพาลเกลียดประเทศไทยไปเลย จนทุกวันนี้ถ้าพูดคำว่านิสัยคนไทยขึ้นมา สิ่งที่แว่บขึ้นมาในหัวคือ แม่งไร้ระเบียบ เห็นแก่ตัว พวกมากลากไป หมาหมู่ ไม่เคารพกฎห่าใดๆทั้งสิ้น จ้องจับผิด ขี้นินทา โอย สารพัดสันดานกากเดนทั้งหลายดูเหมือนจะมารวมที่ประเทศนี้หมด
บางคนอาจบอกว่านิสัยเหล่านี้มันแล้วแต่ตัวบุคคล คนดีก็มีถม กูเถียงหัวชนฝา! เอาง่ายๆ นักการเมือง... กลุ่มบุคคลที่สมควรจะเป็นผู้บริหารประเทศ ตามหลักการแล้วแม่งต้องเลือกเฟ้นหัวกระทิมาเป็น แต่ทำไมเราเห็นแต่มนุษย์กากเดนไม่ได้ความ นี่กลุ่มผู้บริหารประเทศนะ... แล้วคุณภาพของประชากรที่เหลือล่ะ
เอาล่ะ ด่าประเทศตัวเองมามากพอแล้ว คงจะรู้จุดยืนของผมแล้วว่าไม่ได้มีความรักชาิติเลยแม้แต่น้อยนิด พอพูดอย่างงี้แล้วก็รู้สึกกระดาก เลยหันมาด่าตัวเองว่า "ไอ้เนรคุณ คนอะไรไม่รักชาติ" พอได้ิยินเข้าก็หันกลับไปเถียง "อ่าว แล้วเรื่องอะไรที่กูจะต้องไปรักชาิิติ ชาิติมันเป็นตัวอะไร คลอดกูออกมาก็เปล่า" คำสนทนาถกเถียงเหล่านี้ก็ยังดำเนินต่อไปภายในหัวของผมไปเรื่อยๆ แต่เพียงผู้เดียว
นั่นสิ.. ทำไมเราต้องรักชาติ ชาติรักเรารึเปล่า แล้วชาติมันเป็นตัวอะไรกันแน่ หน้าตาเป็นยังไง หรือว่าวาทกรรมรักชาิตินี่ก็เป็นโฆษณาหนังขายยาดาษๆอีกเรื่องหนึ่ง .... ไม่รู้ ผมเองก็ตอบไม่ได้ ถ้าสั่งเป็นการบ้านให้ไปคิดวิเคราะห์แยกแยะมาจริงๆอาจจะพอตอบได้อ้อมๆแอ้มๆบ้างเล็กน้อย แต่ผมขี้เกียจเกินไป ไม่ตอบดีกว่า มาที่คำถามถัดไป...
"รักชาติแล้วได้อะไร?" อืมมมม เป็นคำถามที่น่าสนใจ ก็เข้าใจนะ บางคนรักชาติก็อยากทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ บ้างก็ไปต่อยมวยชนะฝรั่งญี่ปุ่นได้เหรียญทอง เปิดเพลงบางระจันชูธงชาติ เท่ไม่หยอก .... แต่กูล่ะ กูเป็นมนุษย์ธรรมดาหาเช้ากินค่ำ ไปต่อยก็สู้เ้ค้าไม่ได้ แล้วยังไงล่ะทีนี้.. รักชาติแล้วไปไหน (เหมือนกับที่ถามว่าตายแล้วไปไหนนั่นแหละ) เอ้ารักชาติๆๆๆๆๆ ทำไรดีวะ เก็บขยะช่วยชาติงั้นเหรอ ลดการใช้ถุงพลาสติกงั้นเหรอ ทำบุญบริจาคผ้าป่าหลวงตาบัวเหรอ อีแบบนั้นไม่ต้องรักชาติก็ทำได้มั้ย คือเท่าที่เห็นแบบเป็นรูปธรรม คนที่แม่งรักชาติกันมากๆก็ไม่ทำห่าไรนอกจากก่อม๊อบ เดินขบวน แล้วก็บู๊ม!!! กลายเป็นโกโก้ครั้นช์
ถามจริงๆ นอกจากทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ปฏิบัติตามกฎหมาย แค่นี้แล้วยังจะต้องรักชาติอะไรอีก อ่ะแถมให้อีกอย่าง ถ้ารักเมืองไทยนักก็เที่ยวเมืองไทย ใช้ของไทย อย่าไปเห่อของนอก อย่างโทรศัพท์เนี่ย ก็อย่าไปบ้าไอโฟนแอนดรอยด์ให้มันมากนัก หันมาให้ของไทยมั่ง อย่างเช่น... เช่น... โทรศัพท์อาจจะไม่มี เสื้อผ้าก็ได้เอ้า! ไม่ต้องไปตามค่านิยมแฟชั่น หลุยส์ กุชชี่ ปราด้า ซื้อทำไม แบรนด์ดังๆของไทยก็มี เช่น... ไม่รู้ล่ะ! มีก็แล้วกันแต่กูไม่รู้จัก รถยนต์ราคาแพงทั้งยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี เราเสียดุลย์การค้ามามากแล้ว หันมาขับรถไทยๆมั่ง... ยี่ห้ออะไรไปหาเอาเอง อาหารการกิน... อ่ะแน่นอน ของไทยอันดับหนึ่งอยู่แล้ว ต้มยำกุ้ง! แดกๆเข้าไป ยัดห่าเข้าไปจะได้ไปคุยกับฝรั่งได้ว่ากูแดกต้มยำกุ้งมาแล้ว แล้วก็อย่าวัตถุนิยมให้มันมากนัก เดี๋ยวประเทศชาติจะ่ล่มจม
มีคำกล่าวนึงจากคนที่ดังมากๆ แต่จำไม่ได้แล้วว่าใคร ได้กล่าวไว้ว่า "อย่าถามตัวเองว่าได้ให้อะไรกับประเทศชาติ แต่จงถามว่าประเทศชาติได้ให้อะไรกับเราบ้าง" .... คงไม่ใช่มั๊ง อาจจะจำสลับกัน แต่ช่างเถอะ เอาเป็นว่าผมถามตัวเองอยู่ทุกวันเลยนะ ว่าประเทศชาติให้อะไรกับเราบ้างรึยัง เงินทองกูก็หาเอง ค่าน้ำค่าไฟกูก็จ่าย ภาษีกูก็จ่าย เจ็บป่วยไข้ตายกูก็เสียตัง สรุปแล้วเกิดประเทศห่านี้มันมีดีอะไรบ้าง อาจจะมีสิ่งดีงามเพียงเล็กน้อย และผมก็ยังขอบคุณสวรรค์อยู่บ้างที่ไม่ส่งไปเกิดที่ประเทศโลกที่สาม อย่างอิรัก โซมาเลีย หรือประเทศที่ทำสงคราม ไม่ก็ตกอยู่ในอิทธิพลพ่อค้ายาแบบในหนังเรื่อง City of God (ใครยังไม่ดูก็ไปหามาดูซะ สนุกมาก) อันที่จริงแล้วยังมีอีกหลายสิบประเทศในโลกนะ ที่ยากจน ไม่มีอันจะกิน เคยอ่านเจอที่ไหนซักแห่งเขาบอกว่า กลุ่มคนที่มีที่ดินเป็นของตัวเองนั้น มีปริมาณแค่ 5% ของประชากรโลกเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นถ้าท่านเป็นคนที่มีที่ซุกหัวนอนแล้วก็ดีใจได้ ท่านถือเป็นคนรวยบนโลกใบนี้แล้วล่ะ
บทส่งท้ายวันนี้ผมจะขอยกคำกล่าวของปราชญ์อีกท่านหนึ่งมาไว้พิจารณากัน อันเป็นประโยคที่กล่าวไว้ว่า "ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง เหลือฎ.ชฎา กับ ฏ. ปฏัก" และ "ขว้างขวดเฉียดฐานถูกฝรั่งสี่ห้าผล เหลือ ศ.ศาลา กับ ษ. ฤษี" ทิ้งไว้เพียงคำถามที่น่าคิดว่า ไก่กับไข่.. อะไรเกิดก่อนกัน...
ฯลฯ
ปล. ไอ้สัส exteen กลายเป็นเหี้ยอะไรไปแล้ว ปุ่มเปิ่มอะไรมันผุดขึ้นมาเยอะแยะยังกะท้าวแสนปม งงสัสสลัดผัก
ปล2. ไม่ได้เขียนบล๊อกมานานมาก จนเขียนไม่เป็นแล้ว
ปล3. หายไปเกือบปี กลับมาพร้อมกับอะไรไม่รู้ สะใจใช่มั้ยล่าาาา ฮ่าฮ่าฮ่า